ความเหลื่อมล้ำ จะแก้กันอย่างไร

ความเหลื่อมล้ำ จะแก้กันอย่างไร

ประเด็นเรื่องความ"เหลื่อมล้ำ" และ แนวทางการแก้ปัญหา"ความไม่เท่าเทียม" ซึ่งกำลังมีการผลักดันกัน

ในระดับนโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในหลายนโยบายด้วยกัน โดยเฉพาะแนวคิดการผลักดันมาตรการภาษีมาจัดเก็บผู้มีรายได้สูง รวมทั้งนโยบายการจัดหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนที่ไร้ที่ทำกิน และนับวันประเด็นดังกล่าวจะมีการพูดถึงมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นสำคัญในระดับโลก เพราะต้นเหตุของความขัดแย้งรุนแรงทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัญหานี้เอง

การพูดถึงเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโลกมากขึ้น ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายในปีนี้ มาจากหนังสือของนักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Thomas Piketty ชื่อว่า Capital in the Twenty-First Century ซึ่งถือเป็นหนังสือขายดีแห่งปีก็ว่าได้ เนื่องจากได้รับความสนใจคนทุกวงการที่สนใจปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ โดยเขาได้ศึกษาเรื่องนี้มาเกือบ 20 ปี ในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก โดยช่วงระยะเวลาการศึกษายาวนานเกือบ 300 ปี นับตั้งแต่มีการจัดทำสถิติตัวเลขเพื่อชี้วัด

เขาตั้งคำถามว่าเหตุใดปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงไม่สามารถแก้ได้ ทั้งๆ ที่ สังคมมนุษย์มีความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องนี้มาโดยตลอด คำตอบของเขาคือมาจาก"ทุน" ซึ่งหมายถึงปัจจัยการผลิตและเงินทุน เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกี่ครั้งกี่หนในประวัติศาสตร์ ก็ปรากฏว่าผลตอบแทนของทุนมีสัดส่วนที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากการทำงานของแรงงาน โดยเฉพาะแล้วกว่า 5% ตลอดช่วงร้อยปีที่ผ่านมา และเราก็ไม่เคยไปจัดการอะไรกับทุนเหล่านี้อย่างจริงจัง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรกในเรื่องความเป็นเจ้าของทุน ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับแรงงาน ไม่ว่ารัฐในแต่ละประเทศพยายามจะจัดการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นระบบภาษีหรือมาตรการอื่น แต่ผู้เป็นเจ้าของทุนก็จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าคนอื่นในสังคมอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นคำถามว่าทำไมปัญหาเรื่องนี้จึงแก้ยากมาก และยิ่งหามาตรการแก้เท่าไร ดูเหมือนว่า ความเหลื่อมจะยิ่งมากขึ้นตามลำดับและมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของทุน

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ออกรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2555 โดยระบุว่าแม้สถานการณ์ความยากจนดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยในรอบกว่า 20 ปี โดยพบว่าสัดส่วนรายได้ของคนจนสุด 10% อยู่ในระดับ 1.5-1.7% ตั้งแต่ปี 2531-2554 ในขณะที่คนรวยสุด 10% มีส่วนแบ่งรายได้ อยู่ในระดับ 37-40% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไม่ดีขึ้นเลย

ในเมื่อรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมในสังคม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหากสามารถผลักดันให้เกิดมาตรการที่เป็นรูปธรรม แต่ต้องทำใจไว้ว่ามาตรการทางภาษีที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่หลายประเทศทำมาแล้วและมีบทเรียนมาแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องมาตรการทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะหากตามข้อเสนอของ Thomas Piketty แล้ว ปัญหาใหญ่คือเรื่องความเป็นเจ้าของทุนต่างหากที่เป็นปัญหา ทำให้ความเหลื่อมล้ำไม่ดีขึ้น แม้เวลาผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษ