"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่สากลยอมรับ" มีหน้าตาอย่างไร?

"ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่สากลยอมรับ" มีหน้าตาอย่างไร?

นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกว่า เราจะต้องสร้างระบอบ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่สากลยอมรับ”

เป็นโจทย์ที่ท้าทายและยากเย็นยิ่งนัก

เพราะก่อนอื่นต้องมีการตกลงกันในมวลหมู่คนไทยว่า “ประชาธิปไตย” มีนิยามว่าอย่างไร จากนั้นจึงจะสามารถก้าวไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ”

และก้าวต่อไปจึงจะสามารถถกแถลงถึง “ประชาธิปไตยไทย ๆ ที่สากลยอมรับ”

เอาเข้าจริง ๆ แม้คำว่า “สากล” ก็ยังต้องมาแยกแยะต่ออีกว่า “สากลแบบไหน” เพราะวันนี้มีทั้ง “สากล” ที่เป็นแบบตะวันตก และแบบตะวันออก ซึ่งก็มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

การหาข้อสรุปที่จะให้เรามีการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่สากลยอมรับ” จึงเป็นกระบวนการที่ไม่ง่าย แต่เป็นการบ้านสำคัญ สำหรับคนทั้งประเทศเพราะทุกฝ่ายที่เคยมีความขัดแย้งกัน ต่างก็อ้างว่าตนเป็น “ประชาธิปไตย” และยังอ้างต่อด้วยว่า “ประชาธิปไตย” ของฝ่ายตนนั้นมีดีกรีสูงกว่าของอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ไม่ว่าเราจะตั้งประเด็นคำถามเรื่องนี้อย่างไร ท้ายที่สุดก็จะต้องมาจบลงที่ว่า คนไทยเราจะอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเคารพค่านิยมพื้นฐานที่มนุษย์ยึดถือเป็นหลักของสังคมอย่างไร

นั่นคือความเท่าเทียมเป็นธรรม เคารพในความเห็นต่าง และมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ อีกทั้งยังต้องอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการไม่ยอมรับพฤติกรรมฉ้อฉล ทุจริตและใช้อำนาจซึ่งได้มาตามกระบวนการที่ตกลงกันโดยยุติธรรมและไม่ข่มขู่คุกคามเสียงข้างน้อย

นี่คือ “ค่านิยมสากล” ไม่ว่าจะอ้างความเป็นประชาธิปไตยแบบใดก็ต้องยึดเป็นหลักปฏิบัติเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยจีนแขกฝรั่งมังค่าก็ตาม

ที่ว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” นั้นน่าจะหมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา หาทางออกในความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธี และยังมีความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ยึดมั่นในหลักแห่งทางสายกลาง ไม่ทำอะไรสุดขั้ว และไม่ใช้เงินหรืออำนาจมากำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ แต่ต้องถือเอาความสมานฉันท์และปรองดองเป็นวิถีปฏิบัติเพื่อให้ “เสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ และเสียงส่วนน้อยเป็นเสียงถ่วงดุล”

สิ่งเหล่านี้คือ “ค่านิยมที่มีคุณค่า” ของความเป็นไทยที่ควรจะเป็นคุณสมบัติส่งเสริมความเป็น “ประชาธิปไตย” ซึ่งบ่อยครั้งถูกบิดเบือนไปในทำนองว่า ใครชนะเลือกตั้งได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาก็สามารถจะทำอะไรได้หมด รวมถึงสิ่งที่ละเมิดสิทธิของเสียงส่วนน้อย

ศัตรูร้ายกาจของ “ประชาธิปไตย” ที่ใช้ในเมืองไทยมาตลอดคือความเป็น “ศรีธนญชัย” ของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม ที่ตีความกฎหมายและกติกาทุกอย่างเข้าข้างตนเอง โดยไม่สนใจถึงความถูกต้องชอบธรรม

“ประชาธิปไตย” ของไทยเริ่มเละเทะเมื่อคนมีเงินวางแผนซื้อเสียงเพื่อได้อำนาจมาและใช้ประชานิยมให้ตนและกลุ่มตนสามารถกำหนดชะตากรรมชีวิตคนไทยได้ทั้งหมด อันเป็นที่มาของความขัดแย้งอย่างรุนแรงและลุ่มลึกตลอดสิบปีที่ผ่านมา

ดังนั้น “ประชาธิปไตย” โดยตัวมันเองไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย หากแต่การนำมาใช้ในประเทศไทยต่างหากที่นำมาสู่วิกฤตของบ้านเมือง

จนนำมาสู่สภาวะปัจจุบันที่จะต้องหาทาง “ปฏิรูป” การเมืองกันอย่างรอบด้านและจริงจัง

“ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” จึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ และต้องกลับไปสู่การยกระดับการศึกษา และสร้างสำนึกคนไทยอย่างกว้างขวาง ยั่งยืนและชัดเจน

แน่นอนว่าข้อแรกของการที่จะมี “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่สากลยอมรับ” นั้นต้องมีทางออกสำหรับบ้านเมืองเมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคมที่ต้องไม่มี “รัฐประหาร” อย่างที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

บางที นายกฯประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นหัวหน้า คสช.ด้วย อาจสามารถนำเสนอให้ประชาชนคนไทยได้พิจารณา ว่าจะมีวิธีการใดที่ทหารไม่ต้องปฏิวัติเพื่อแก้วิกฤตของบ้านเมืองอีก

เพราะนั่นน่าจะเป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นถกแถลงเพื่อหาสูตร “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่สากลยอมรับ”จริง ๆ