เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

วันจันทร์ที่ผ่านมาทางสถาบันการศึกษาความมั่นคงที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย

คือ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือที่มักรู้จักในนามของ วปอ. ได้มีการแถลงยุทธศาสตร์ชาติเพื่อบูรณาการกับการปฏิรูปประเทศไทยในหลายๆ ด้านที่อาจมีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว แต่ยังมีเรื่องที่น่าสนใจสมควรนำมาเผยแพร่เพื่อให้พวกเราร่วมกันตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นส่วนรวม

นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 2556 ได้เสนอเรื่องเร่งด่วนในการปฏิรูป 2 เรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการทันที ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่มุ่งเน้นให้ได้ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีรายละเอียดสาระสำคัญ ดังนี้

1. ต้องกำหนดให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ เพราะจะสามารถระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา

2. ต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกฉบับอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีการสร้าง Hall of Shame หรือหอประวัติแห่งความเลวร้ายสำหรับผู้กระทำการทุจริตคอร์รัปชันที่ผ่านกระบวนการตัดสินโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นอุทาหรณ์และไม่ให้เยาวชนเอาเยี่ยงอย่าง

3. ศีล 5 อาจต้องกำหนดเป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ

4. ส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมเป็นหูเป็นตา สร้างเครือข่ายในการช่วยตรวจสอบชี้ช่องเบาะแสของการทุจริตคอร์รัปชันให้กระจายขยายวงกว้างออกไปในทุกพื้นที่ของประเทศ

5. ใช้มาตรการทางด้านภาษีเข้ามาตรวจสอบการทุจริต เสริมการแสดงทรัพย์สินหนี้สินปกติ เพื่อจะได้นำข้อมูลการเสียภาษียืนยันกับจำนวนทรัพย์สิน และหนี้สินที่มีอยู่จริงได้อย่างถูกต้อง

6. ประสานงานสร้างความร่วมมือกับนานาชาติในการเข้าถึงข้อมูลและสร้างกลไกการ “ยึดทรัพย์” อันได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ผล กระทั่งผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและเห็นว่าไม่สามารถจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปในที่ใดในโลกได้

เรื่องที่ 2 ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ห้วงเวลาที่ผ่านมานักการเมืองถูกมองจากคนภายนอกว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่เน้นแต่ประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกของตนมากกว่าส่วนรวม เป้าหมายของนักศึกษา วปอ. 2556 มุ่งให้นักการเมืองได้รับการยอมรับ เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมสูงกว่าบุคคลทั่วไป ทางคณะนักศึกษาฯ ได้เสนอโครงการการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยมีแนวทาง ดังนี้

1. แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ได้ “คนดีจริง เก่งจริง” เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง

2. การคัดกรองคุณสมบัติของ “ว่าที่นักการเมืองในอนาคต” ด้วยการใช้ข้อมูลการเสียภาษีให้รัฐ สะท้อนการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดี

3. ควรเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนด้วยการให้มีช่องทางพิเศษให้ข้าราชการสามารถขอโอนย้ายเข้าสู่การเป็น "ข้าราชการการเมือง" ผ่านระบบคุณธรรม ไม่ให้จำกัดตัวเลือกอยู่เฉพาะ “นักการเมืองอาชีพ”

4. การสร้าง “ต้นกล้าการเมืองไทย” เป็นความพยายามในการบ่มเพาะและผลิตเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ทางการเมืองผ่านเยาวชน หรือคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อนำคนเหล่านั้นจัดตั้งกลุ่มที่จะผลักดันหรือทำหน้าที่ “ตัวกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Change agent)”

5. การ “เฝ้าระวังการเมืองสีเทา” ด้วยการส่งเสริมให้เกิดองค์กรภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็ง ให้ความคุ้มครองพยานที่ชี้ช่องการทุจริตและผนึกกำลังความร่วมมือกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคานอำนาจในการตรวจสอบและมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

6. ต้องสร้างองค์กรทางการเมือง อาทิ พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ทางสังคมต่างๆ ให้มีความเป็น “สถาบันทางสังคม (social institution)” ซึ่งจะมีลักษณะพิเศษที่จะไม่มีใครเป็นเจ้าของ

7. ในประเทศที่มีการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารกระทั่งเป็นต้นแบบของนานาชาติ เช่น อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นจากการสร้างสภาวะความเป็นพลเมือง (Citizenship) อย่างได้ผล ความหมายดังกล่าวไม่เพียงการเป็นประชากรพลเมืองสังกัดประเทศนั้นหรือรัฐใดๆ เท่านั้น แต่มีความหมายกินความถึงการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมอย่างสมัครใจ ทั้งในแง่การให้แนวความคิด ข้อเสนอแนะ กระทั่งเป็น “ผู้เล่น” หรือ ตัวแสดงเองในบทบาทหน้าที่ต่างๆ ซึ่งเกิดจากการบ่มเพาะ ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ไปกระทั่งสถาบันการศึกษา

เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิดดังกล่าวจะมีส่วนสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลและ คสช. ก้าวข้ามผ่านปัญหาต่างๆ ที่ อยู่ในสังคมนี้มาเป็นเวลายาวนานได้ในเร็ววัน