นายพลเยอะ ภารกิจแยะ!

นายพลเยอะ ภารกิจแยะ!

เมื่อวันจันทร์ที่มีแล้วมีประกาศ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหาร รับราชการสนองพระเดชพระคุณ

ประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก นอกจากพล.อ.อุดมเดช สีตบุตรผงาดเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาชื่อหายไปไหน...อ้อ!ข้ามห้วยไป รองผบ.สส. ฯลฯ ก็คือจำนวนนายพลตามบัญชีที่มีมากถึง1,092คน

นักวิชาการที่ศึกษาวิจัยด้านการทหารในบ้านเราบอกว่า เป็นตัวเลขการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล จำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพ เพราะเมื่อปีที่แล้ว (2556) บัญชีรายชื่อโยกย้ายวาระประจำปียังอยู่ที่861อัตราเท่านั้น

ที่สำคัญจำนวน1,092อัตรา ยังไม่ใช่นายพลเท่าที่มีทั้งหมดในกองทัพ หรือกระทรวงกลาโหม เพราะยังมีคนที่ไม่ได้ขยับไปไหน คือ อยู่กับที่ จึงไม่ถูกบรรจุชื่ออยู่ในบัญชีนี้อีกจำนวนหนึ่ง

ไล่ค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อดูจำนวนนายพลในกองทัพของบ้านอื่นเมืองอื่นเขา... ที่กล่าวกันว่าบ้านเรานายพลเยอะที่สุดในโลกนั้น เห็นจะจริง!

เมื่อพิจารณารายละเอียดของบัญชีรายชื่อ1,092อัตรา พบว่าเป็น“นายพลใหม่”คือขยับจากอัตราพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอก ขึ้นเป็นพลตรี พลเรือตรี และพลอากาศตรี ถึง460คน หรือคิดเป็น42%

ขณะที่ตำแหน่งของบรรดานายพลทั้งหลาย มีตำแหน่งที่ไม่ระบุชัดว่ามีภารกิจหน้าที่อะไร เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ กับผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ถึง507คน คิดเป็น46%ของรายชื่อทั้งหมดในบัญชี และยังมีตำแหน่งผู้ชำนาญการอีก26คน หรือราว2%ไม่นับที่ปรึกษา ซึ่งมี26คนเท่ากัน

กล่าวสำหรับผู้ทรงคุณวุฒินั้น มีทั้ง“ผู้ทรงคุณวุฒิ”ธรรมดา กับ“ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ”ซึ่งประชาชนคนนอกกองทัพอย่างเราๆ ก็ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร แต่เรื่องจำนวนสิน่าสนใจ โดยตำแหน่งผู้คุณวุฒิพิเศษ มีจำนวน229คน และผู้ทรงคุณวุฒิ (เฉยๆ) มีจำนวน278คน รวมเป็น507คน หรือ46%ของบัญชีรายชื่อ

ไล่ดูข้อมูลของแต่ละเหล่าทัพ พบว่า กองทัพบก เป็นหน่วยงานที่มีนายพลในตำแหน่ง“ผู้ทรงคุณวุฒิ”มากที่สุด กล่าวคือ มีจำนวนทั้งสิ้น138คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ74คน และผู้ทรงคุณวุฒิ (ธรรมดา) จำนวน64คน

ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษาที่มี26คนเท่ากับผู้ชำนาญการ ก็พบว่ามีทั้ง“ที่ปรึกษา”ธรรมดา และ“ที่ปรึกษาพิเศษ”

นายทหาร (ชั้นนายพล) ของกองทัพ อธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ต้องมีตำแหน่งประเภท“ผู้ทรงฯ”และ“ผู้ชำนาญฯ”(เขาเรียกย่อๆ กันแบบนี้) เป็นเพราะอัตราที่เป็นตำแหน่งหลักในแต่ละภารกิจไม่เพียงพอ จึงต้องใช้ตำแหน่งเหล่านี้เสริมเข้าไป เช่น สำนักงานผู้บังคับบัญชาระดับสูง มีอัตรานายทหารประจำผู้บังคับบัญชาได้เพียง3อัตรา คือ ฝ่ายเสธ. กับผู้ช่วยเสธ. ซึ่งไม่เพียงพอ และเปิดอัตราเพิ่มไม่ได้ จึงใช้ตำแหน่งผู้ทรงฯ และผู้ชำนาญฯ เข้าไปทำงาน

ฉะนั้นตำแหน่งเหล่านี้ส่วนใหญ่มีงาน มีภารกิจเฉพาะที่ได้รับมอบหมายทั้งสิ้น มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ไม่มีงาน (ไม่มีกระทั่งโต๊ะทำงาน) ซึ่งโดยมากเป็นพวกรอเกษียณ หรือดันให้ติดนายพลก่อนเกษียณ เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล หรือตอบแทนที่ได้ทำงานให้กองทัพมาหลายสิบปี...

ที่ยกมานี้เป็นคำอธิบายจาก“คนใน”ส่วนจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปเสาะแสวงหาข้อมูลกันเอาเอง (เพราะยุคนี้เขาห้ามวิจารณ์)

แต่ที่เห็นกันชัดๆ ว่าจริงแท้แน่นอนก็คือ นายพลระดับหัวของกองทัพล้วนมีภารกิจมาก อย่างเช่นพล.อ.อุดมเดช สีตบุตรว่าที่ ผบ.ทบ. ปัจจุบันยังเป็นรองผบ.ทบ. และก็เป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหม รวมทั้งเลขาธิการ คสช.ด้วย

นอกจากนั้นท่านยังเป็นประธานคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ คปต.อีกต่างหาก

มีคนขี้สงสัยเขาฝากถามมาว่า ในปีหน้าช่วงปรับย้ายนายทหาร ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551กำหนดให้มีบอร์ดปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล หรือที่เรียกกันว่า7อรหันต์”ประกอบด้วย ผบ.ทหารสูงสุด1คน ผบ.เหล่าทัพ3คน ปลัดกระทรวงกลาโหม1คน และรัฐมนตรีกลาโหมอีก2คน (ว่าการ และช่วยว่าการ) นั้น เวลาประชุมท่านอุดมเดชจะโหวตในฐานะอะไร ผบ.ทบ.หรือรัฐมนตรีช่วยกลาโหม

หรือท่านโหวตได้2ครั้ง?(ฮา)