ลำดับที่ของไทยในการแข่งขันท่องเที่ยวโลก (2)

ลำดับที่ของไทยในการแข่งขันท่องเที่ยวโลก (2)

การจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกมีอยู่ 2 องค์กรหลักด้วยกันคือ IMD

ซึ่งเป็นวิทยาลัยการจัดการระดับนานาชาติที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดทำข้อมูลการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันโดย IMD World Competitive Center รวบรวมข้อมูล 60 ประเทศ กับ World Economic Forum (WEF) เป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งจัดลำดับประเทศทั่วโลก 140 ประเทศ ในที่นี้จะใช้ผลการจัดลำดับของ WEF เป็นหลัก เพราะ WEF มีการจัดลำดับด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยอาศัยตัวแปรจำนวนทั้งสิ้น 75 ตัว แบ่งดัชนีเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 14 เสาหลัก ตัวแปรของ WEF ส่วนใหญ่เป็นตัวแปรด้านความพร้อมซัพพลายและการจัดการของรัฐและภาคเอกชน จากข้อมูลรายงานของ WEF ปี ค.ศ.2013 ซึ่งผู้เขียนรวบรวมให้กองประสานการลงทุน ททท. (ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในขณะที่เขียนบทความเรื่องนี้) พบว่า น่าประหลาดใจที่ด้านดีมานด์โดยวัดจากรายรับ เราเป็นที่ 7 ของโลก แต่พอเรามาดูด้านซัพพลายกลับกลายเป็นที่ 43 ของโลก เป็นรองทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ทางด้านดีมานด์เราชนะ 2 ประเทศแบบทิ้งกันอย่างไม่เห็นฝุ่น

และข้อมูลรายงาน WEF ปี ค.ศ. 2013 ยังชี้อีกว่า ในบรรดา 3 ปัจจัยหลักที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีรวมของ WEF ไทยมีลำดับต่ำสุดในด้านกฎระเบียบ อยู่ในลำดับที่ 76 ของโลก ในขณะที่สิงคโปร์สูงสุด (6) ทั้งมาเลเซีย (55) และฟิลิปปินส์ (70) อยู่ในลำดับสูงกว่าไทยทั้งคู่ในด้านนโยบายและกฎระเบียบ ในด้านสภาพแวดล้อมธุรกิจและสาธารณูปโภคนั้น ไทยอยู่ในลำดับ 44 ใกล้เคียงแต่ยังต่ำกว่ามาเลเซีย (41) แต่พอมาถึงดัชนีด้านทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความดึงดูดใจของการท่องเที่ยวไทยก็ตีตื้นขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 23 เหนือสิงคโปร์ (25) แต่ยังต่ำกว่ามาเลเซีย (17) (ตารางที่ 1)

สาเหตุที่ไทยมีคะแนนตกต่ำมากในด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดก็เพราะการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งรวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา การขอวีซ่าเข้าประเทศ การเปิดกว้างในข้อตกลงทวิภาคีระหว่างธุรกิจสายการบิน

หันมาพิจารณากันในเวที ASEAN ไทยก็ยังเป็นรองมาเลเซียตลอด ที่น่าสนใจก็คือผลสำรวจด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศไทยอยู่ในลำดับ 3 แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สิทธิในทรัพย์สิน ข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยการบิน ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบายของรัฐไทยก็ตกอยู่ลำดับ 5 ในอาเซียน และข้อจำกัดด้านการค้าบริการ ไทยตกเป็นลำดับ 8 ในอาเซียน

ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญขั้นพื้นฐานของการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไทยก็ตกอยู่ในลำดับ 5 ของอาเซียน เมื่อพิจารณาย่อยลงไปก็จะพบว่าไทยอยู่ในลำดับ 6 ในเรื่องความเข้มงวดและการบังคับใช้กฎระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเราอยู่เหนือเวียดนามเท่านั้น ด้านการบังคับใช้และความเข้มงวดของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นการแข่งขันฟุตบอล เราก็ตกจากบอลดิวิชัน 1 มาเป็นบอลดิวิชัน 2 ไปแล้ว เพราะในบรรดาอาเซียน 5 อีก 4 ประเทศอยู่สูงกว่าเราในด้านกฎกติกาและการบังคับใช้ด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อมาดูกลุ่มดัชนีด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสาธารณูปโภค ซึ่งเราเป็นลำดับ 3 ใน อาเซียนตัวที่ทำให้คะแนนค่อนข้างต่ำจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT คืออยู่ในลำดับ 6 เพราะเรามีการใช้ ICT ในการติดต่อระหว่างบริษัทและระหว่างบริษัทกับลูกค้าต่ำ มีร้อยละของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่ำ ส่วนดัชนีกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ ไทยเป็นลำดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองมาเลเซีย ไทยมีคะแนนต่ำกว่ามาเลเซียมากใน 3 ประเด็น คือ 1) ทรัพยากรมนุษย์ (ไทย 4.9 คะแนนVS.มาเลเซีย 5.4 คะแนน) 2) ทรัพยากรธรรมชาติ (ไทย 4.9 คะแนน VS มาเลเซีย 5.1 คะแนน) และ 3) ทรัพยากรวัฒนธรรม (ไทย 3.6 คะแนนVS. มาเลเซีย 3.9 คะแนน) ในด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านคุณภาพการศึกษาไทยตกเป็นลำดับสุดท้าย และเป็นลำดับรองสุดท้ายในด้านอัตราการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา

ในด้านสุขภาพอนามัย ไทยเป็นลำดับ 5 ในอาเซียน และเป็นรองบรูไนและเวียดนามอีกด้วย โดยเฉพาะความหนาแน่นของแพทย์ต่อประชากรเราเป็นลำดับที่ 5 รองจาก สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวจำกัดการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยในอนาคต ส่วนในด้านตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยในภาพรวม ไทยอยู่ในฐานะที่ตกต่ำมากคือเป็นที่ 7 อยู่เหนือฟิลิปปินส์เท่านั้น เพราะศักยภาพและความน่าเชื่อถือของตำรวจเป็นลำดับ 7 ดีกว่ากัมพูชาเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีอุบัติเหตุทางถนนสูง (ลำดับ 6) มีต้นทุนธุรกิจในการควบคุมการก่อการร้ายสูง (ลำดับ 6) อยู่เหนืออินโดนีเซีย (ลำดับ 7) และฟิลิปปินส์ (ลำดับ 8) และต้นทุนทางธุรกิจในการควบคุมความรุนแรงและอาชญากรรมเศรษฐกิจอยู่ในลำดับ 5 สูงกว่ากัมพูชา (ลำดับ 6) อินโดนีเซีย (ลำดับ 7) และฟิลิปปินส์ (ลำดับ 8) เกือบจะสรุปได้สั้นๆ ว่าระบบราชการเราใช้งบประมาณอย่างไม่มีผลลัพธ์

สรุปได้ว่า แม้ว่าไทยจะดูโดดเด่นมากในเวทีโลกในแง่รายรับจากการท่องเที่ยวและผู้มาเยือน แต่ต้องมีการปรับปรุงมากในด้านการจัดการและสาเหตุของความล้มเหลวอยู่ที่การจัดการของรัฐที่หลงผิดคิดว่าปัญหาของเราเป็นปัญหาดีมานด์แต่แท้ที่จริงเป็นปัญหาซัพพลาย!