มนุษย์ป้าโปรดอ่าน

มนุษย์ป้าโปรดอ่าน

สองสัปดาห์ก่อนมีผู้นำส่วนหนึ่งของบทความที่ดิฉันเคยเขียนเรื่องมารยาท และเรื่องการเป็นหัวหน้าไปออกอากาศทางวิทยุ

แม้จะไม่ได้อ้างถึงที่มา แต่ก็ดีใจที่มีคนเห็นด้วย จึงเห็นว่าคอลัมน์นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการเงินการลงทุน แต่อยากครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆที่มีสาระและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านด้วย

ได้อ่านเรื่อง “มนุษย์ป้า” ที่ไปอาละวาดขอลัดคิวซื้อบัตรเข้าชมปราสาทแห่งหนึ่งในเยอรมนี ซึ่งมีคนส่งให้อ่านกันทางไลน์แล้ว รู้สึกว่าจำเป็นต้องเขียนถึงบ้างแล้ว หลายท่านที่อยู่ในแวดวงธุรกิจอาจจะไม่ทราบว่ามนุษย์ป้าคืออะไร

นิยามของ “มนุษย์ป้า”ที่แท้จริงเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงวัย 50-64 ปี ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เกษียณอายุงาน หรืออาจจะเกษียณแล้ว พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง และมีโอกาสมากในการเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือในประเทศ กลุ่มนี้อาจจะมีการศึกษาสูงคือตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป หรืออาจจะเรียนน้อยกว่านี้แต่มีกำลังส่งลูกเรียนระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท

ความคิดของคนกลุ่มนี้คือ “ฉันมีอายุมากขึ้น ฉันควรจะได้รับสิทธิพิเศษ” ดังนั้นจึงคาดหวังว่าจะได้สิทธิพิเศษจากคนรอบข้าง รวมถึงคนอื่นๆ ในสังคม เช่น สิทธิในการได้ที่นั่งบนรถโดยสารสาธารณะ ประเภทรถประจำทางหรือรถไฟ คือคาดหวังว่าคนอื่นจะต้องลุกให้ตัวเองนั่ง สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการทำธุระส่วนตัว การลัดคิวต่างๆ ฯลฯ

ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี ก็จะเคยชินกับการมีคนดูแล เช่น ไปซื้อบัตรให้ ได้คิวพิเศษที่รวดเร็ว เรียกได้ว่า ทำให้เป็นผู้มี “อภิสิทธิ์” ทีนี้พอมีอภิสิทธิ์จนเกิดความเคยชิน ก็จะคาดหวังว่าคนอื่นต้องยอมรับพฤติกรรมของตัวเอง จนดูจุ้นจ้าน หรือทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “เกินงาม” ในการใช้อภิสิทธิ์ในฐานะ “ผู้สูงวัย” และอาจจะไปแสดงอาการอย่างนั้นในสังคมอื่น

หากเป็นในประเทศไทย คนอื่นๆ ในสังคมส่วนมากจะไม่ถือสา อาจจะเกิดอาการเพียง “รำคาญใจ” แต่ก็ปล่อยให้ได้อภิสิทธิ์ และก็นำไปนินทา นำไปเล่าเป็นเรื่องตลก จนถึงนำไปให้สมญาว่า “มนุษย์ป้า”

ดิฉันเดือดร้อนค่ะ เพราะเป็นหนึ่งในวัย “มนุษย์ป้า”ด้วย วันนี้จึงอยากจะเขียนบทความฝากไปถึงมนุษย์ป้าโดยตรง ทั้งที่มีพฤติกรรมนี้และไม่มี แต่มีคนรู้จักที่มีพฤติกรรมแบบนี้

ประการแรก มนุษย์ป้าทั้งหลายควรจะตระหนักว่า คนในวัย 50 ปีขึ้นไปในปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น ไม่ต้องย้อนไปอื่นไกล ย้อนไปประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ “มนุษย์ป้า”เหล่านี้ยังเป็นสาว ในปี ค.ศ.1985 หรือ พ.ศ. 2528 ประเทศไทยมีประชากร 52 ล้านคน เป็นประชากรหญิงและชายในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือฝ่ายละ 26 ล้านคน

โดยมีผู้หญิงในวัย 50-64 ปี ซึ่งเป็นวัยเดียวกับ“มนุษย์ป้า” 2.15 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 8.2%ของประชากรหญิงทั้งหมด หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.1% ของประชากรทั้งประเทศ และหากรวมประชากรหญิงที่มีวัยเกิน 50 ปีทั้งหมด จะมีจำนวน 3.44 ล้านคน หรือ ประมาณ 6.6% ของประชากรทั้งประเทศ

จากการคาดการณ์ของธนาคารโลกหรือ World Bank ในปี 2015 หรือในปีหน้านี้ ประชากรไทยในวัย 50-64 ปี ที่เป็นผู้หญิง จะมีจำนวน 6.95 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 20.2% ของประชากรหญิง และ 10.3% ของประชากรทั้งประเทศ และหากรวมประชากรหญิงที่มีวัย 50 ปีขึ้นไปทั้งหมด จะมีจำนวนถึง 10.85 ล้านคน หรือคิดเป็น 31.5% ของประชากรหญิง และคิดเป็น 16.1% ของประชากรทั้งประเทศ

นั่นหมายถึงว่า ณ ปัจจุบัน หนึ่งในสามของผู้หญิงไทยมีวัยเกิน 50 ปี ดังนั้น หากท่านมีวัยเพียง 50-64 ปี ท่านจะไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ของผู้สูงวัย เพราะผู้สูงวัยกว่าท่านคืออายุ 65 ปีขึ้นไปที่ควรจะได้สิทธิพิเศษ จะมีอีกเป็นจำนวนถึง 3.9 ล้านคน

วัย 50-64 ปี ยังแข็งแรงค่ะ ดิฉันยังลุกขึ้นยืนในรถสาธารณะ เพื่อสละที่นั่งให้เด็กๆอยู่บ่อยๆ ดังนั้น “มนุษย์ป้า”ทั้งหลาย จึงไม่ควรจะทึกทักเอาว่า ตนเองควรจะได้อภิสิทธิ์ และเที่ยวไปทำวุ่นวายให้คนอื่นรำคาญใจ

ประการที่สอง การมีอายุมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าท่านมีสิทธิส่วนบุคคลมากกว่าผู้อื่น และจะสามารถว่าดูถูกเหยียดหยามหรือพูดจากถากถางคนอื่นได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะถือเป็นความผิดทางอาญาค่ะ

กรณีที่ได้อ่านจากเฟซบุ้คที่ส่งผ่านไลน์มาคือ “มนุษย์ป้า”ที่ขัดใจว่าไม่สามารถลัดคิวได้ ได้พูดจากล่าวโทษเจ้าหน้าที่ ซึ่งขายบัตรเข้าชมสถานที่ว่า เพราะพิการแขนด้วนหนึ่งข้าง จึงทำงานช้า ทำให้คิวยาว “มนุษย์ป้า”เหล่านั้นจึงไม่อยากเสียเวลารอคิว เพราะจะรีบไปชมจุดท่องเที่ยวอื่นๆ อีก

การนำจุดด้อยของคนอื่นมาว่า ถือเป็นการดูหมิ่น สบประมาท เขาสามารถฟ้องร้องได้ และผู้กระทำก็สามารถถูกลงโทษได้ ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น กลุ่มผู้สบประมาทถึงกับถูกถอนวีซ่า ถูกห้ามเข้าประเทศเยอรมนี และถูกเชิญตัวกลับเมืองไทยในทันที

การเรียกสมญาผู้อื่นตามลักษณะเด่นหรือด้อยของเขา (ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะด้อยที่ก่อให้เกิดปัญหา) หรือการนำมาล้อเล่นเรียกแทนชื่อ ในวัฒนธรรมตะวันตก ถือเป็นการสบประมาท เช่น เรียกว่า “คุณอ้วน” “คุณขาโก่ง” “คุณผมขาว” อะไรทำนองนี้ ศัพท์ภาษาพูดจะเรียกว่า call him/her name

ท่านอาจจะเคยได้ยินเพลงรูดอล์ฟ กวางเรนเดียร์ของซานตาคลอสที่มีจมูกสีแดงขนาดใหญ่กว่าปกติ คาดว่าถูกเพื่อนๆล้อว่าเป็น “ไอ้จมูกแดง” จึงรู้สึกต่ำต้อย จนซานตาคลอส เรียกไปใช้งานเป็นกวางตัวนำสำหรับลากเลื่อนเอาของขวัญไปแจกเด็กๆ ในคืนวันก่อนวันคริสต์มาส เพราะจมูกส่องแสงเป็นไฟนำทางได้

คำนิยามของ “ผู้สูงวัย”ที่ควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษปัจจุบันได้กำหนดไว้ที่อายุ 70 ปี เช่น กรณีจะต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้มีอายุเกินกว่า 70 ปี สามารถเข้าช่องทางพิเศษ หรือ Fast Track ได้ ในงานเซี่ยงไฮ้เวิร์ลด์เอ็กซโปที่จัดเมื่อ 4 ปีก่อนก็เช่นดียวกันค่ะ ผู้นั่งรถเข็น หรือผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป สามารถเข้าชมผ่านช่องทางพิเศษได้ ไม่ต้องรอนานหนึ่งหรือสองชั่วโมงตามคิวปกติ

ผู้ดูแลคนพิการหรือผู้สูงวัยก็มีสิทธิ์เป็นผู้ติดตามที่ได้เข้าใช้บริการต่างๆ ในแถวพิเศษค่ะ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงวัย และคิดอีกทางหนึ่งก็ถือเป็นรางวัลของคนทำดี ดูแลผู้สูงวัยนะคะ

หวังว่าบทความนี้จะถูกเผยแพร่ไปให้ผู้อยู่ในข่ายเป็น “มนุษย์ป้า” จำนวนเกือบ 7 ล้านคนอ่านกันมากๆ นะคะ เราจะได้ลดปัญหาการถืออภิสิทธิ์ ซึ่งดูเหมือนไร้มารยาทนี้ลงไป คนไทยทุกคนจะได้เป็นคนน่ารักดังเดิม ไม่ให้เสียชื่อเสียงของประเทศค่ะ