ในช่วงนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. กำลังจะปฏิรูปพลังงาน โดยเป็นนโยบายแรกๆ ที่พยายามขับเคลื่อน
อีกทั้งยังเป็นนโยบายสำคัญ เนื่องจากพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ และมีแนวโน้มว่าจะสร้างผลกระทบมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มแต่จะปรับตัวขึ้น ตามความต้องการของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ เห็นได้จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากระดับราคา 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาประมาณ 10 ปี
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก เพราะไม่มีทรัพยากรด้านพลังงานในประเทศมากพอกับความต้องการใช้ ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งหากดูจากสถิติการนำเข้าจะเห็นว่าเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ดังนั้นการจัดหาพลังงานใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานมาโดยตลอด
จากกรณีล่าสุดที่มีการจัดเวทีระดมความเห็นด้านการปฏิรูปพลังงาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมยังมีข้อขัดแย้งในเรื่องการปฏิรูปพลังงานกันอย่างมาก โดยฝ่ายหน่วยงานของรัฐมีข้อมูลและแนวทางไปอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ภาคเอกชนซึ่งมีตัวแทนจากหลายกลุ่ม ก็เห็นว่านโยบายที่ผ่านมามีปัญหาและไม่เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนในประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ด้านพลังงานของไทย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือกบง. ได้ประกาศลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน ขณะที่ยังตรึงราคาดีเซลไว้ที่ระดับไม่เกิน 30 บาท โดยใช้มาตรการภาษีทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่น รวมถึงกองทุนพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งการลดราคาน้ำมันก็ต่างจากในอดีตตรงที่มีน้ำมันเบนซินรวมเข้าไปด้วย จากเดิมที่รัฐบาลในอดีตมักอุดหนุนเฉพาะดีเซล โดยอ้างว่าหากปรับขึ้นจะกระทบต่อค่าขนส่งและทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
แน่นอนว่าการลดราคาน้ำมันนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะนิยมชมชอบอยู่แล้ว เพราะจะทำให้เงินในกระเป๋าของตัวเองมีมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่ลดลงแล้วนั้น มาจากการลดภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก็ถือเป็นเครื่องมือเก่าที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมาแล้ว โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นผลกระทบทางอ้อม เพราะรัฐบาลก็ต้องไปหารายได้ส่วนอื่นมาชดเชย และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดวินัยการเงินการคลังในด้านการใช้เงิน
เราเห็นด้วยถ้าหากการลดราคา มาจากความต้องการที่จะปฏิรูปพลังงานของประเทศ แต่ก็ไม่เห็นด้วยหากการลดราคาครั้งนี้ เป็นเพียงการสร้างกระแสนิยม ดังนั้น เมื่อรัฐบาลโดยคสช. ประกาศว่าต้องการจะปฏิรูปพลังงานแล้ว ก็ควรจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะการลดราคาไม่อาจแก้ปัญหาด้านพลังงานได้ แต่ตรงกันข้ามอาจจะทำให้โครงสร้างพลังงานบิดเบี้ยวไปมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าจะเห็นนโยบายปฏิรูปพลังงานประกาศออกมาอีกไม่นานจากนี้ไป






