วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Super QE จาก มาริโอ ดรากิ

การประชุม Jackson Hole เมื่อ 4 ปีก่อน ถือเป็นเวทีที่นายเบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ

ประกาศว่าจะใช้การผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 2 หรือ QE2 แบบไม่เป็นทางการ ทว่าสำหรับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กลายเป็นเวทีที่นายมาริโอ ดรากิ ผู้ว่าธนาคารกลางยุโรป ได้ประกาศที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณแบบยกกำลังสองหรือ Super QE อย่างไม่เป็นทางการเช่นกัน

ก่อนจะไปถึง Super QE ผมขอสรุปบทความวิจัยของ Citi ฉบับล่าสุด ที่ได้วิเคราะห์ถึงความสำเร็จของ QE ที่ธนาคารกลางสหรัฐประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับหนึ่งว่า ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่

หนึ่ง การที่ทางการสามารถพิมพ์เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วเท่ากับศูนย์โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายการพิมพ์เงินและแจกจ่ายถึงมือของภาคครัวเรือนรวมถึงภาคเอกชน และไม่ไปดึงเงินดังกล่าวออกจากพวกเขาในเวลาต่อมานั้น ถึงแม้จะมีตราสารทางการเงินอื่นๆ ที่มีอัตราผลตอบแทนที่เป็นบวกอยู่ในตลาดก็ตามที ทางการก็จะสามารถหานโยบายการเงินและการคลังที่เพิ่มระดับอุปสงค์ของภาคเอกชนได้เสมอ

สอง ประสิทธิภาพของการใช้มาตรการ QE ยังขึ้นอยู่กับผลตอบแทนคาดหวังของเงินที่ประชาชนได้จากการทำ QE นั้น ต้องอยู่ในระดับที่รับได้

ทีนี้ หากลองเปรียบเทียบสถานการณ์ของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วกับยุโรปในปัจจุบัน จะพบว่าแตกต่างกันอยู่เหมือนกัน โดยในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐตอนนายเบอร์นันกีจะทำ QE2 นั้น มีเพียงอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ลดลงและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้เพียงเท่านั้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมิได้ลดลงมากมายเท่ากับของยุโรปในปัจจุบัน ผิดกับเศรษฐกิจของยุโรปในตอนนี้ ที่ไม่ว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีก็ลดลงจนใกล้เข้าไปเท่ากับศูนย์เข้าทุกทีและอัตราการว่างงานก็สูงขึ้นเกือบแตะร้อยละ 12 อยู่รอมร่อ และที่สำคัญอัตราเงินเฟ้อของยุโรปตอนนี้ห่างจากร้อยละศูนย์ไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ ดังรูปที่ 1 และ 2

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ QE ในงวดนี้ของยุโรปจำเป็นต้องแรงกว่าของสหรัฐ เนื่องจากต้องรับศึก 2 ด้านทั้งจีดีพีลดลงและเงินฝืด ความแรงนี้สามารถทำผ่านการกระตุ้นนโยบายนโยบายการคลังจนสามารถเพิ่มระดับอุปสงค์ของภาคเอกชนได้ และ ผลตอบแทนคาดหวังของเงินที่ประชาชนได้จากการทำ QE ต้องอยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ หลังจากนายดรากิดีดลูกคิดเสร็จแล้ว ก็พบว่าทางออกที่จะสามารถผ่าทางตันดังกล่าวมีอยู่ทางเดียว นั่นคือ ประกาศเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ในยุโรปสามารถผ่อนคลายนโยบายการคลัง แม้ว่าจะเกินระดับที่ทางยูโรขีดเส้นไว้ในข้อตกลง นั่นคือ อัตราส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีของประเทศในยูโรไม่เกินร้อยละ 60 และอัตราส่วนการขาดดุลงบประมาณภาครัฐต่อจีดีพีในแต่ละปีไม่เกินร้อยละ 3 เกณฑ์ดังกล่าวต้องให้ยืดหยุ่นได้ โดยสามารถทั้งกระตุ้นระดับอุปสงค์ของประชาชนและสร้างความเชื่อถือให้กับประชาชนว่า QE จะมีเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะส่งให้ผลตอบแทนของเงินดังกล่าวไม่ต่ำแน่ ขอแถมท้ายว่ารัฐบาลอิตาลีก็กำลังจะดำเนินตามแนวทางนี้อยู่พอดีครับ

และที่สำคัญ ประสิทธิภาพของ QE จากยุโรปโดยธรรมชาติถือได้ว่าด้อยกว่าของสหรัฐ ด้วยสาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐสามารถปั๊มเงินผ่านการขายพันธบัตรจากมาตรการ QE ผ่านธนาคารพาณิชย์สู่ประชาชนทั่วสหรัฐได้โดยตรง ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปต้องส่งผ่านเงินจาก QE ของตนเองไปสู่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยกว่าจะถึงมือของประชาชนในประเทศต่างๆ ของยุโรปนั้น ต้องส่งต่อกันหลายขยัก แน่นอนว่าน้ำที่ผ่านจากท่อใหญ่แบบถึงก๊อกน้ำของประชาชนโดยตรง ย่อมมีความแรงกว่าเมื่อน้ำผ่านท่อใหญ่และจึงผ่านท่อย่อยต่างๆ กว่าจะถึงก๊อกน้ำของบ้านประชาชน

ท้ายสุด กฎหมายของสหภาพยุโรปที่เขียนไว้สำหรับกำหนดหน้าที่ของธนาคารกลางยุโรปถือได้ว่ายังคลุมเครือ โดยไม่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วธนาคารกลางยุโรปสามารถใช้ QE ได้แบบปราศจากเงื่อนไขใดๆ หรือไม่ แม้นายดรากิจะฟันธงใน Press Conference หลังการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลาง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่าทำได้แน่ ทว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการยื่นตีความประเด็นนี้ในอนาคตจากผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้หรือไม่ นายดรากิจึงเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ในยุโรปสามารถผ่อนคลายนโยบายการคลังแม้ว่าจะเกินระดับที่ทางยูโรขีดเส้นไว้ในข้อตกลงก็ตาม เผื่อให้เศรษฐกิจไม่สะดุดมากเกินไปหากเกิดอุบัติเหตุจากเรื่องดังกล่าวในอนาคต

โดยสรุป มาถึงนาทีนี้ ลำพังแค่การพิมพ์เงินอย่างเดียวหรือ QE คงไม่เพียงพอซะแล้วสำหรับสถานการณ์ในยุโรป ณ นาทีนี้ ต้องมีการพิมพ์เงินผสมกับการผ่อนคลายนโยบายการคลังด้วยขนาดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุโรปหรือ Super QE เท่านั้น ที่เมื่อออกมาจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าแค่รอบเดียวจะสามารถเอาอยู่หรือเปล่า เพราะเดิมพันของนายดรากิก็คือ เศรษฐกิจยุโรปอาจจะต้องเผชิญกับภาวะซบเซาเหมือน Lost Decade ของญี่ปุ่นเลยทีเดียวครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ