วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวาดเสียว กลางอากาศ

หลังจากที่สายการบินมาเลเซียนแอร์ไลน์ ต้องเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อย่างไม่น่าเชื่อแล้ว

ก็มีเหตุการณ์ของสายการบินอื่นๆ ที่ทยอยพาดหัวข่าวกันเป็นแถว รวมทั้ง การบินไทย ของเราด้วย ว่าสายการบินแห่งชาติของไทยเรา ที่ขาดทุนอย่างหนักในขณะนี้นั้น จะฟื้นฟูกิจการกันอย่างไรดี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวแหวกแนว ที่ทำให้เสียวสันหลังคนขึ้นเครื่องบินอย่างพวกเราอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง 777 สายการบินเจ็ทแอร์เวย์ ของอินเดีย พร้อมผู้โดยสาร 280 คน กำลังบินจากมุมไบ ไป บรัสเซล ในระดับความสูง 32,000 ฟุต อยู่ดีๆเครื่องบินก็ลดระดับลงไปเรื่อยๆถึง 5,000 ฟุต หรือประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วก็ไปบินอยู่ในระดับเดียวกัน กับระดับบินของเที่ยวบินอื่น ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วย ต่างไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เครื่องบินที่ตนควบคุมอยู่นั้น ได้ลดระดับลงไปขนาดนั้นแล้ว!

ที่น่าจะทำให้คุณผู้อ่านตกใจมากกว่านั้นอีกก็คือ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะที่นักบินกำลังหลับ และนักบินผู้ช่วย ก็กำลังง่วนอยู่กับหน้าจอไอแพด จนไม่รู้ว่าเครื่องบินกำลังลดระดับลงไปเรื่อยๆ!

ส่วนคนที่รู้และตกใจมากๆ ก็คือเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศของประเทศตุรกี ซึ่งเครื่องบินกำลังบินผ่านน่านฟ้าอยู่ในขณะนั้น โชคดีเหลือเกินที่เขาเห็นทันเวลา จึงรีบแจ้งให้นักบินของเจ็ทแอร์เวย์ นำเครื่องบินขึ้นสู่ระดับเดิม ”โดยทันที”

แต่หลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้บริหารสายการบินเจ็ทแอร์ กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะว่าทั้งนักบินและนักบินผู้ช่วย ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้ฝ่ายบริหารของสายการบินทราบ ทั้งสองคนยังคงขับเครื่องบินเที่ยวบินอื่น ตามตารางบินในวันต่อมาอีกด้วย

เรื่องนี้มาแดงขึ้น เมื่อบุคคลนิรนาม ได้รายงานเหตุการณ์ให้แก่ กรมการบินพาณิชย์ของอินเดีย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับสายการบินเพื่อดำเนินการสอบสวน และสั่งให้นักบินทั้งสองคนงดการบิน จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จเรียบร้อย

ข้อมูลที่ผมได้รับมานั้น เข้าใจได้ว่า การที่นักบินงีบหลับ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะถ้าเป็นการบินระยะไกลแล้ว อนุญาตให้ “งีบ” ได้ ในลักษณะ “Controlled Sleep” และในระหว่างนั้น นักบินผู้ช่วย ก็มีหน้าที่ต้องควบคุมการบินแทน

แต่อาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อเครื่องบินไต่ระดับจน “เสถียร” อยู่ ณ ระดับเพดานบินแล้ว การควบคุมทุกอย่างก็เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ ที่เรียกว่า “Autopilots” ที่ได้พัฒนามาเพื่อช่วยลดภาระของนักบิน ซึ่งยังต้องควบคุมการบินอยู่ แต่ไม่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ระบบนี้ ได้พัฒนามานานมากแล้ว โดยนักบินและนักประดิษฐ์ชื่อว่า George DeBeeson

ด้วยเหตุนี้กระมัง เธอ (นักบินผู้ช่วย เป็นหญิงนะครับ) จึงบอกว่าเธอง่วนอยู่กับหน้าจอไอแพด จนไม่รู้ว่าเครื่องบินได้ลดระดับลงไปเรื่อยๆถึง 5,000 ฟุตแล้ว และไม่ทราบด้วยเหมือนกันว่าเครื่องลดระดับลงไปได้อย่างไร! จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตุรกีได้สั่งการให้ไต่เพดานบินขึ้นโดยเร็วที่สุด เธอจึงปลุกนักบิน ให้ตื่นขึ้น แล้วร่วมกันทำหน้าที่

เมื่อการงีบของนักบิน เป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ภายใต้การควบคุม ประเด็นจึงมาอยู่ที่นักบินผู้ช่วย เพราะการที่เธอง่วนอยู่กับหน้าจอไอแพดจนลืมปฏิบัติหน้าที่นั้น เป็นความผิดแน่นอน เพียงแต่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนให้ไกลกว่านั้นว่า เธอเล่นไอแพดจริงหรือเปล่า หรือว่ามือเธอไปกดปุ่มผิด หรือว่าเธอก็งีบหลับไปด้วยอีกคน? ถ้าผลการสอบสวนออกมาเป็นอย่างหลัง ก็คงฟังกันไม่จืดเลยทีเดียว

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ ผมวิเคราะห์ว่า อาจจะเป็นเพราะเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เราในภาวะที่ “สบายใจไร้กังวล” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Comfort Zone” ก็มีโอกาสสูงที่จะตกอยู่ความประมาท มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในชีวิตจริง เช่นบริษัทที่ขายสินค้าและทำกำไรได้สบายๆ มักมีแนวโน้มที่จะประมาท และอาจพ่ายแพ้เกมการแข่งขันในที่สุด

นักบินผู้ช่วย คนนี้ก็เช่นกัน เมื่อทุกอย่างอยู่ในโหมดออโต้ ไม่ต้องทำอะไรมาก เครื่องบินก็เคลื่อนตัวไปอย่างราบรื่น ผมคิดว่าความสบายใจ อาจเข้ามาเยือน แล้วความประมาท ก็ตามมา เธอจึงหันไปเล่นไอแพดอย่างหมกมุ่น หรือหนักกว่านั้นก็คือ อาจงีบหลับไปด้วยอีกคน ก็เป็นได้

บทเรียนก็คือ จงอย่าสบายใจจนถึงกับไร้กังวล กับโหมดออโต้ใดๆในชีวิต เพราะในที่สุดเราอาจตกอยู่ในความประมาท ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าในประเทศเรานั้น ก็มีบางอย่างที่ควรจะถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ แต่เรากลับทำกันอย่างมากมายในสังคม จนกลายเป็น “โหมดออโต้” ไปแล้ว เช่นการกินสินบาทคาดสินบน เป็นต้น ทำกันมานาน จนลามไปเรื่อยๆ และในที่สุดเราก็ตกเพดานบินลงมา คล้ายเจ็ทแอร์ลำนี้

บ้านเมืองวิกฤติอย่างหนักมาแล้วหลายครั้ง เพราะเรายอมรับให้การคอร์รัปชัน กลายเป็น “คอมฟอร์ทโซน” หรือเป็น “ออโต้โหมด” ของคนในสังคม

อีกบทเรียนหนึ่งก็คือ ถ้าไม่มีบุคคลนิรนามรายงานเรื่องราวนี้ไปที่กรมการบินพาณิชย์ของอินเดีย พฤติกรรมของนักบินสองคนนี้ ก็อาจจะไม่เป็นที่รับทราบกันเลย ซึ่งแปลว่าสังคมมนุษย์ ยังต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี และมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าระบบตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ มนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะเอาตัวรอดจากการกระทำหรือผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

จริงๆแล้ว ไม่ว่าบริษัทจะคัดเลือกบุคลากร หรือฝึกฝนอบรมสักเพียงใดก็ตาม ในทางปฏิบัติย่อมมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อเดือนก่อน ผมขึ้นเครื่องบินจากลอนดอนกลับกรุงเทพ บังเอิญผมมีขวดน้ำดื่ม ติดอยู่ในกระเป๋าใบเล็กที่หิ้วขึ้นเครื่องบินมาด้วยโดยไม่รู้ตัว แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่เห็น ผมผ่านมาได้อย่างง่ายดายและอย่างไม่รู้ตัว มารู้อีกทีว่ามีขวดน้ำมาด้วย ก็เมื่อกลับถึงกรุงเทพแล้ว

สรุปก็คือ ไม่ว่าชีวิตส่วนตัว ชีวิตธุรกิจ หรือชีวิตการเมือง ฯลฯ เราจะต้องมีสติในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่หลงอยู่กับความสุขความสบายใน “ออโต้โหมด” จนในที่สุด กลายเป็นตกอยู่ในความประมาท


ก่อนจบ ของฝากไว้อีกเรื่องหนึ่งว่า ระบบออโต้ไพล้อต นั้น นักบินเขาเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “George” คือเรียกตามชื่อของ นาย George DeBeeson ผู้ที่คิดขึ้นมา และมีสำนวนฝรั่งว่า “Let George do it!” ซึ่งน่าจะแปลว่าเวลาเราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรมากก็ “ปล่อยจอร์จ เขาว่าไปเถอะ”....อะไร ทำนองนั้น


แต่สถานการณ์บ้านเมืองเราทุกวันนี้ ผมหวังว่าเราจะไม่ทำตัวให้อยู่ใน ออโต้โหมด กันต่อไปอีกแล้วนะครับ และก็ไม่อยากได้ยินคำพูดว่า “ปล่อยพี่ตู่ เขาว่าไปเถอะ”

.....ด้วยนะ!