จากการที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน ในการกำกับดูแล
รัฐวิสาหกิจ ทั้งด้านนโยบายการทำงาน และด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือซีจี (Good Governance:CG) โดยอาจจะมีกฎหมายมาบังคับใช้คุมซีจีรัฐวิสาหกิจ ควบคู่ไปกับระบบการประเมินผลงานที่มีอยู่ รวมทั้งกำหนดให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทลูกให้ สคร. ในรูปแบบงบการเงิน เพราะเชื่อว่าหากรัฐวิสาหกิจทำงานแบบมีซีจีที่ดี ก็จะสะท้อนผลการดำเนินงานที่ดี พร้อมกำหนดบทลงโทษไว้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ที่วางไว้ ป้องกันการเมืองแทรกแซงนโยบาย แม้อาจจะไม่ได้ทั้ง 100% นับว่าเป็นอีกทางออกที่พยายามวางแนวทางป้องกันการทำงานของราชการ ซึ่งที่ผ่านๆ มา ระบบการป้องกันรูรั่ว การตรวจสอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ของราชการกระทำกันค่อนข้างรัดกุม แทบจะปิดช่องทางเล็ดลอดเกือบทั้งหมด จนมีคำพูดว่า ทรัพย์สินของรัฐ หรือเงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ หากก็ไม่วายจะมีรูรั่วเกิดขึ้น ช่องทางไหลรั่วมักเกิดขึ้นเนืองๆ ที่เปิดเผยเป็นข่าวออกมา ส่วนที่ไม่เปิดเผยคงมิอาจนับรวม
รูรั่วของ"เงินหลวง" เท่าที่ผ่านมา มักเกิดจาก"คนใน" คนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย การเพิ่มมาตรการป้องกันการรั่วไหลด้วยการควบคุมการทำงานให้ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ผ่านกระบวนการค้นคิดมาปกป้อง แต่ผลที่ได้รับจะเป็นเช่นไรต้องรอติดตาม และเอาใจช่วยให้สำเร็จ หากก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างว่า คนจ้องจะแหกกฎ หรือลองของ เพื่อแลกกับ"รางวัล"ก้อนโตต้องมีแน่นอน ถึงอย่างไรเกม"โปลิศจับขโมย" คงต้องเล่นกันต่อไป เมื่อมีคนทำผิดก็ต้องจับ และมีบทลงโทษที่เหมาะสมแก่ฐานความผิด ตลอดจนเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้คนที่ต้องการลองของดำเนินการต่อ
ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ มักมีมาตรการที่กำหนดอย่างเข้มแข็งในการอนุมัติการลงทุน หรือการนำงบประมาณไปใช้ด้านต่างๆ และยังมีขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องเพิ่มเติมคือ กระบวนการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ น่าจะเป็นเกราะคุ้มกันทรัพย์สินของหลวงเป็นอย่างดี ซึ่งจิตสำนึกนี้อาจต้องเริ่มปลูกฝังแต่เล็กแต่น้อย ไม่ใช่เริ่มตอนโต หรือเข้าทำงานแล้ว ฉะนั้น ก่อนรับคนเข้าทำงานคงต้องสอบถามทัศนคติให้รอบด้าน แต่ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐ เพราะคนที่จิตสำนึกดีไปทำงานที่ไหนจะเป็นเอกชนรายใหญ่รายเล็ก หรือทำงานส่วนตัว ก็น่าจะมีโอกาสรับผลแห่งจิตสำนึกที่ดีได้ ต่างจากผู้ขาดจิตสำนึกที่มักเป็นที่รังเกียจของสังคม
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปในทางที่ดีได้ หากตั้งใจทำอย่างจริงจัง เพราะมนุษย์เป็นผู้ที่กล่อมเกลาได้ หล่อหลอมจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และคนเรามักต้องการนำแง่ดีของตัวเองออกมาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์เสมอถ้ามีโอกาส ดังนั้น สิ่งแวดล้อม การสร้างจิตสำนึก และมาตรการบังคับคงต้องใช้ควบคู่กันไป ลำพังด้านใดด้านหนึ่งอาจได้ผลไม่สมบูรณ์ดังว่า






