รายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ซึ่งหัวหน้า คสช.ออกโทรทัศน์ชี้แจงความคืบหน้าการทำงาน
ต่อประชาชนคนไทยในทุกๆ สัปดาห์นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าระยะหลังมีการพูดถึงปัญหาภาคใต้มากขึ้น
ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าเรา (น่าจะหมายถึง คสช.) จะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ก็ออกตัวว่าการต่อสู้ (ความรุนแรง) จะยังคงมีอยู่ เพราะอีกฝ่ายยังไม่บรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการ ส่วนเรื่องการเจรจาก็กำลังประสานกับทางมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก เพราะไทยจะปรับโครงสร้างใหม่ (น่าจะหมายถึงโครงสร้างคณะพูดคุย ซึ่งมีข่าวว่าจะแบ่งเป็น 4 คณะ)
พอผู้มีอำนาจในบ้านเมืองพูดเรื่องเจรจาขึ้นที ก็เกิดกระแสฮือฮาขึ้นมาที เพราะมีหลายกลุ่มหลายฝ่ายลุ้นตัวโก่งให้มีการพูดคุยเจรจาเร็วๆ บ้างก็จริงใจอยากให้ภาคใต้สงบ บ้างก็หวังประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะกลุ่ม
อย่างไรก็ดี เท่าที่ตรวจสอบข่าวจากหลายแหล่งได้รับการยืนยันแบบนี้
1.การพูดคุยรอบใหม่แบบเป็นทางการยังไม่คืบหน้า เพราะข่าวจากทางมาเลเซียเองก็ยืนยันว่าทุกอย่างยังนิ่ง 2.โครงสร้างฝ่ายไทยยังไม่นิ่ง เพราะประธาน คปต.ก็กำลังจะเปลี่ยนตัวอีก หากโผโยกย้ายนายทหารเป็นจริงตามข่าว คือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ.ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ประธาน คปต.ซึ่งกำหนดให้เป็นรอง ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ก็ต้องเปลี่ยนตัวใหม่
3.มีความเคลื่อนไหวบางด้านว่ามีการไปประสานให้อินโดนีเซียมาร่วมเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้วย 4.มีความพยายามชิงการนำกันระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยในระดับดุเดือดพอสมควร ซึ่งการชิงการนำนั้น ก็รวมไปถึงการพยายามดึงอินโดฯมาร่วมวงสร้างสันติภาพด้วย
จริงๆ ประเด็นอินโดฯนั้น ใครๆ ก็เห็นด้วย เพราะอินโดฯมีอิทธิพลไม่น้อยกับคนบางกลุ่มในสามจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปจบการศึกษาจากอินโดฯ ฉะนั้นการมีผู้อำนวยความสะดวกแบบ "แพ็คคู่" ทั้งมาเลย์และอินโดฯ จึงเป็นโมเดลในฝันของไทย ซ้ำยังลดอิทธิพลของมาเลเซียลง ซึ่งมาเลเซียถือเป็น party to the conflict หรือผู้มีส่วนในความขัดแย้งนี้โดยตรงเลย เพราะมีพรมแดนติดกับไทย และมีผู้เห็นต่างจากรัฐ (ทั้งกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้) พำนักอยู่ในมาเลย์
แต่ปัญหาคือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปเปิดตัวมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกแล้ว หากจะให้อินโดฯมาแชร์ด้วย มาเลเซียจะรู้สึกอย่างไร
นั่นคือเรื่องเจรจา ซึ่งถ้าพูดแบบตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่ายังไม่คืบหน้าอะไรนัก ส่วนอีกเรื่องคือปัญหาในระดับพื้นที่ ต้องยอมรับว่าไม่ดีขึ้นเช่นกัน มีระเบิดเกือบทุกวัน มีความสูญเสียเกือบทุกรอบ ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นการวางแบบเร่งด่วน คือ ไม่ใช่ขุดหลุมฝัง หรือซุกใต้ท่อลอดถนน ซึ่งใช้การเตรียมการ แต่เป็นการมาวางแบบฉาบฉวยกันเห็นๆ ซึ่งเมื่อก่อนระเบิดแบบนี้มักไม่ค่อยก่อความสูญเสีย แต่ปัจจุบันเห็นชัดถึงพัฒนาการ
ฟังมาจากพื้นที่ว่า ความรุนแรงรายวันที่เพิ่มขึ้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะฝ่ายความมั่นคงเปิดเกมรุกทุกด้าน ในท่วงทำนองของการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งในแง่นี้ต้องชม พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ขยันจริงๆ แถมยังไล่จี้ ไล่บี้ทุกเรื่อง
แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ เพราะต้องเรียนความจริงท่านว่า คนทำงานในพื้นที่เขาอึดอัดอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะบางเรื่องเขาก็ทำไม่ไหว บางเรื่องก็เป็นธรรมชาติของพื้นที่ชายแดน การบี้หนักๆ เหมือนเปิดศึกพร้อมกันทุกด้าน บางทีอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
ส่วนตัวมองเห็นความตั้งใจที่ดี เพราะข้อมูลมันบ่งชี้ไปทางนั้น กล่าวคือ เมื่อเร็วๆ นี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปตัวเลขคดีความมั่นคงในรอบกว่า 10 ปีไฟใต้ ปรากฏว่ามีเพียง 3% กว่าๆ จากคดีอาญาในพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 แสนคดี เมื่อเป็นแบบนี้ ยุทธศาสตร์อาจถูกปรับใหม่ โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพลแทน ทั้งอิทธิพลการเมือง และธุรกิจผิดกฎหมาย
แต่นั่นย่อมหมายความว่า "มาตรการรับมือการโต้กลับ" ต้องดีพอ การข่าวต้องชัดเจน และต้องขอแรงสนับสนุนจากประชาชน แต่ที่ผ่านมาการสื่อสารกับคนในพื้นที่ดูจะน้อยไป
ขณะที่ขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนซึ่งถูกปลุกระดมให้เกลียดชังรัฐไทย เกลียดชังเจ้าหน้าที่ ไปจนถึงคนไทยพุทธ ทำให้ฆ่าได้กระทั่งคนแก่ คนพิการที่ไร้ทางสู้ ตรงนี้ดูจะยังไม่มียุทธศาสตร์อะไรรองรับชัดเจน ทำให้คลื่นความรุนแรงในพื้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะส่งสัญญาณเจรจาหรือไม่ก็ตาม






