แม้มติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
เป็นเอกฉันท์ 10 ต่อ 0 (ไม่เข้าประชุม 1 เสียง) อนุมัติเงื่อนไข"คูปองส่วนลด"มูลค่า 690 บาทให้แลกซื้ออุปกรณ์ได้ 2 อย่างตามเงื่อนไขก่อนการประมูลทีวีดิจิทัล คือส่วนลดเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจูนเนอร์ (iDTV) และส่วนลดซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ( DVB-T2)
แต่มองไปข้างหน้ายังเต็มไปด้วย"ขวากหนาม"ของการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์แบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล ยังวางระเกะระกะอีกหลายด่านและยาวไกล
บทเรียนในหลายประเทศของการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล ที่ใช้เวลาเนิ่นนานระหว่าง 5-12 ปี อาจจะเป็น"ภาพหลอน"ที่ทำให้หลายๆ คนพยายามหาหนทางลัดหรือชวนกันแวะข้างทาง
ไม่อดทนมุ่งหน้าสู่หนทางการเปลี่ยนผ่านเพื่อทำให้"ทุกครัวเรือนไทย" มีอุปกรณ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่รับ"คลื่นความถี่ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน "เพื่อให้เสมือนเป็น"สาธารณูปโภค" พื้นฐานที่รัฐพึงมีให้"ฟรี"กับพลเมืองไทยทุกครัวเรือน
กสทช.พยายาม"สร้างทางลัด"ด้วยกฎ Must Carry เพื่อ"บังคับ"ให้ผู้ได้ใบอนุญาตโครงข่ายทุกโครงข่ายนำช่องทีวีดิจิทัล 36 ช่องไปเผยแพร่เพื่อทำให้คนไทยสามารถ"เข้าถึง"ทีวีดิจิทัลได้ทันทีประมาณ 60-70% เพราะสัดส่วนครัวเรือนไทยติดตั้งจานดาวเทียมประมาณ 50% เคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศประมาณ 10% และเคเบิลทีวีระดับชาติอย่างทรูวิชั่นส์, CTH, GMM-Z ฯลฯ รวมประมาณ 10 %
แต่ไม่ควร"ทึกทัก"พยายามทำทางลัดให้กลายเป็น"ถนนถาวร"ในการรับชมทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ด้วยการแจกคูปองส่วนลดเพื่อให้ผู้บริโภคไปซื้อกล่องทีวีดาวเทียม เพราะกฎ Must Carry ควรเป็นกฎชั่วคราวที่มีอายุใช้งานเท่าๆ กับห้วงเวลาการขายโครงข่ายทีวีดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
เป้าหมายจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่ทุกครัวเรือนรับชมได้จากคลื่นความถี่ภาคพื้นดินควรจะเป็น 48 ช่องคือช่องธุรกิจ 24 ช่อง,ช่องบริการสาธารณะ 12 ช่องและช่องทีวีชุมชน 12 ช่อง
หาใช่รับชมได้แค่ 36 ช่องที่เป็นการรับสัญญาณได้ผ่านกล่องทีวีดาวเทียม หรือกล่องเคเบิลทีวีที่เสมือนเป็นเพียง"ทีวีดิจิทัลจำแลง" เพราะเท่ากับเป็นการตัดสิทธิ์ของชุมชนในการครอบครองคลื่นความถี่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนสาธารณะตามเจตนารมณ์เดิม
เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ จึงยังเต็มไปด้วย"ขวากหนาม"และ"กับดัก"ที่ไม่มีหนทางอื่น นอกจาก"รวมพลัง" จากทุกภาคส่วนก้าวข้ามขวากหนามในอีกหลายด่านไปให้ได้
ขวากหนามที่หนึ่ง : แผนการประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิทัลยัง"เบาบาง"
นับเวลาจากวันนี้ไปถึง 15 กันยายนที่กสทช.ขีดเส้นตัวเองให้เริ่มแจก"คูปองส่วนลด" แลกซื้อกล่องทีวีดิจิทัลน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนมากๆ ในการทำให้ผู้บริโภคประมาณ 5-6 ล้านครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เชียงใหม่,นครราชสีมาและสงขลาที่โครงข่ายทีวีดิจิทัลครอบคลุมไปถึงแล้ว มีการรับรู้และเข้าใจในระบบทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินที่จะสร้างความพึงพอใจมากกว่าระบบโทรทัศน์อื่นๆ เช่น ความคมชัดของภาพที่สูงกว่าปกติหรือ HD , การดูย้อนหลังผ่านระบบบันทึกรายการ ฯลฯ
ช่วงก่อนหน้าประมูลทีวีดิจิทัลกว่า 1 ปีและหลังประมูลทีวีดิจิทัลเสร็จสิ้นมากว่า 7 เดือนแล้ว กสทช.ยังไม่เคยออกแผนประชาสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างกระแสตื่นตัวในหมู่ผู้บริโภคให้ใจจดใจจ่อรอคอยการมาถึงของสัญญาณทีวีดิจิทัล แล้วนำคูปองส่วนลดไปแลกซื้อโทรทัศน์หรือกล่อง DVB-T2 แม้ว่าผู้ประกอบการ 24 ช่องที่เสียเงินประมูลไปกว่า 50,000 ล้านบาทได้เสนอแนะหรือขอร้องวิงวอนผ่านในทุกเวทีประชุมไปแล้ว แต่ดูเหมือนกสทช.ยังเลือกดำเนินการเองแต่เพียงลำพัง
ข้อเสนอแนะ : กสทช.ควรจะรวมพลังผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ในอุตสาหกรรมนี้ผลักดันให้เป็น"วาระแห่งชาติ" ออกมารูปแบบ"ภาคีทีวีดิจิทัลประเทศไทย"เพื่อระดมสมอง,ระดมสรรพกำลังและระดมสื่อทุกรูปแบบเพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวในการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบทีวีดิจิทัลที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในรอบ 60 ปี หากเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จมากเท่าไหร่ย่อมจะเป็นผลประโยชน์ร่วมของทุกคน
ขวากหนามที่สอง : กระบวนการแจก"คูปองส่วนลด"ที่ยังขาดกลไกและกลยุทธ์
กสทช.ยังอยู่ในอาการมะงุมมะงาหราหลังจาก"ช่วงสุญญากาศ"ที่มีการล็อบบี้-โต้แย้ง จนนำไปสู่การประชาพิจารณ์ แล้วนำไปสู่ข้อยุติในกสท.ชุดใหญ่ ทำให้กลไก"คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนระบบการรับส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล" ที่มีพ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานกสท.เป็นประธานอยู่ในอาการ"หยุดชะงัก"ยังไม่มีการประชุมอีกเลย นับจากครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา
ข้อเสนอแนะ : น่าจะมีการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการชุดนี้ให้"เล็กลง" เหลือกรรมการเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนในเชิงกลยุทธ์ ควรจะลดกรรมการจากหน่วยราชการที่ไม่เกี่ยวข้องลง
อยากจะขอร้องให้พ.อ.ดร.นทีกลับมาเป็น"คนเดิม"ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในการขับเคลื่อนอุปสรรคต่างๆ เพื่อทำให้ทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นเช่นเดียวกับช่วงก่อนการประมูล
อยากให้"อาจารย์น้ำ"มองไปข้างหน้า ทำงานอย่างแข็งขันเช่นเดิมเพื่อให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่องและทีวีสาธารณะ 12 ช่องกับทีวีชุมชน 12 ช่องยังมีความหวังกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดเป็นสถิติโลกดังเช่นที"อาจารย์น้ำ"เคยวางเป้าหมายไว้
ขวากหนามที่สาม : การกำกับและดูแลโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วถึงจริงๆ
หัวใจของกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิทัล คือการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด เปรียบเสมือนการสร้าง"ทางด่วน"ให้ไปถึงทุกครัวเรือนได้เร็วเท่าไหร่จะช่วยทำให้"ผู้บริโภค"มีความกระตือรือร้น ในการรับชมทีวีดิจิทัลทดแทนการรับชมจากระบบอนาล็อกเดิมได้เร็วขึ้นเท่านั้น การยุติออกอากาศระบบอนาล็อกจะเป็นจุดเริ่มต้น ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่มีความคมชัดสูงและสูงขึ้นในระดับ 4K ที่หลายประเทศได้พัฒนาไปถึงขั้นนั้นแล้ว
นับจากการเริ่มให้บริการของโครงข่าย 3 รายคือกองทัพบก,ไทยพีบีเอสและบริษัท อสมท. จำกัด(มหาชน)เมื่อวันที่ 1 เมษายน ยังถือว่าแต่ละโครงข่าย"สอบไม่ผ่าน"สัญญาณยังติดๆ ดับๆ ไม่ครอบคลุมจริงๆ ผู้บริโภคยังบ่นผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เคยเห็นกสทช.มีกลไกในการแก้ไขหรือตอบคำถามผู้บริโภค หรือสั่งให้ผู้ถือใบอนุญาตโครงข่าย 3 รายปรับปรุงประสิทธิภาพการส่งสัญญาณเลย
ข้อเสนอแนะ : กสทช.ควรจะเร่งเปิด"คอลเซนเตอร์"กลางหรือสร้างระบบ Digital Hotline แบบเดียวกับฝั่งโทรคมนาคม ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์คุณภาพการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 G ด้วยการเชื่อมโยงไปถึงผู้ให้บริการโครงข่ายโดยตรง,ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มักเป็น"หน้าด่าน" รับเสียงบ่นจากผู้ชมโดยตรง
นอกจากนี้ควรจะจัด"ทีมเทคนิคเพื่อทดสอบสัญญาณ"ตระเวนสุ่มสำรวจ" ความเข้ม"ของสัญญาณไปตามจุดต่างๆ ที่โครงข่ายทีวีดิจิทัลครอบคลุมไปถึง เพราะผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่องไม่มีทางเลือกอื่นในการใช้บริการเลย ทุกรายอยู่ในภาวะจำยอมไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ กับผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล
ขวากหนามที่ห้า : ระบบวัดความนิยมหรือเรทติ้งของช่องทีวีดิจิทัล
ระบบเรทติ้งถือเป็น"ห่วงโซ่สุดท้าย"หรือเสมือนเป็น" Currency "ในการซื้อขายโฆษณา เมื่อเอเยนซี่จะปฏิเสธไม่ซื้อโฆษณามักจะอ้างไม่มีเรทติ้ง ผู้ผลิตรายการไม่มีใครซื้อโฆษณาก็โทษเนลสันว่าไม่น่าเชื่อถือ ใครๆ ก็โทษบริษัท เนลสันว่าผูกขาด,ทำให้รายการดีๆ ไม่มีโอกาสเกิดเพราะไม่มีเรทติ้ง ฯลฯ อนาคตของระบบเรทติ้งของทีวีในประเทศจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดจะขอยกยอดไปในสัปดาห์หน้า






