"ถังความคิด" หรือ Think Tank ของกระทรวงการคลังกำลังคิดดังๆ เรื่องจะช่วยเหลือคนจน
อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ โดยไม่เข้าข่าย "ประชานิยม" และไม่นั่งรอให้รัฐบาลเข้ามาอุ้มอย่างเดียว โดยไม่คิดสร้างความรู้ความสามารถของตนเอง
เป็นแนวคิดจะจ่ายเงินให้คนจนที่มีรายได้น้อย ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล โดยมีเงื่อนไขว่าทุกคนต้องยื่นแบบแสดงการเสียภาษี ถ้ามีรายได้เกินขั้นต่ำก็เสียภาษี ถ้ารายได้น้อยกว่าขั้นต่ำก็จะได้รับเงินจากรัฐบาล
นักคิดบางคนบอกว่าอย่างนี้ไม่เรียก welfare แต่ให้เรียก workfare คือ คนจนจะต้องไม่นั่งแบมือขอรัฐบาล ต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ ถ้ายังต่ำรัฐก็ช่วย ถ้าสูงขึ้นก็จะได้รับความช่วยเหลือน้อยลงตามลำดับ
ที่สำคัญคือข้อมูลคนมีรายได้เข้าข่ายเป็น "คนจนจริง" ก็จะเข้าสู่ระบบฐานภาษีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ที่อเมริกา เขาเรียกแนวทางนี้ว่า Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนดัง Milton Friedman และพัฒนาจากเจ้าของความคิดเมื่อทศวรรษที่ 1940 โดยนักการเมืองอังกฤษชื่อ Juliet Rhys-Williams
แนวคิดนี้กำลังตกผลึกในกระทรวงการคลังระดับหนึ่ง
คุณกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ระหว่างศึกษาการจ่ายเงินภาษีให้คนจนเพื่อเสนอ คสช.พิจารณาเพื่อช่วยเหลือและกระจายรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย
แนวคิดนี้ต้องการให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ได้รับเงินโอนจากรัฐ หรือการจ่ายเงินภาษีให้คนรายได้น้อย โดยหลักการจ่ายคืนภาษี ต้องเป็นคนทำงานที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ และต้องอยู่ในระบบภาษี โดยจากเดิมกำหนดให้ผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี ต้องยื่นแบบภาษี
จะปรับแก้ให้มีรายได้ตั้งแต่ 1 บาทแรกก็ต้องยื่นแบบเสียภาษี เพื่อได้ใช้สิทธิได้รับโอนเงินจากรัฐ
เบื้องต้นกำหนดให้ผู้ที่ได้รับโอนเงินภาษีจากรัฐต้องมีอายุ 15-60 ปี โดยรายได้ตั้งแต่ 1 บาทแรก ไปจนถึง 30,000 บาทต่อปี จะได้เงินโอนภาษีจากรัฐ 20 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ที่ได้รับ รายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อปี ขึ้นไปได้รับโอนเงินภาษีลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เกิน 30,000 บาทไปจนถึงรายได้ 80,000 บาทจะไม่ได้รับเงินโอนภาษีจากรัฐบาล เพราะถือว่ามีรายได้มากพอแล้ว ซึ่งเป็นการเทียบเคียงกับการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน
ข้อเสนอนี้มีเงื่อนไขในรายละเอียดอย่างนี้
รายได้ 10,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 2,000 บาท
รายได้ 20,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 4,000 บาท
รายได้ 30,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 6,000 บาท
รายได้ 40,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 4,800 บาท
รายได้ 50,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 3,600 บาท
รายได้ 60,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 2,400 บาท
รายได้ 70,000 บาทต่อปี ได้โอนเงินภาษีจากรัฐบาล 1,200 บาท
ซึ่งจะมีการประเมินว่า ภาระที่ต้องโอนเงินภาษีคืนคนมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จะต้องใช้เงินประมาณ 5.56 หมื่นล้านบาทต่อปี มีผู้ที่ได้รับเงินโอนทั้งหมดประมาณ 18 ล้านคน หรือ 27.5 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด อีกทั้งยังจะประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐ เพราะระบบนี้ไม่ต้องมีงบการบริหารเหมือนโครงการประชานิยมทั้งหลาย อันเป็นแหล่งที่มาของคอร์รัปชันทั้งปวง
คุณกฤษฎา บอกว่า มาตรการนี้ช่วยลดหรือเลิกโครงการประชานิยม และเป็นมาตรการทางการคลังที่ช่วยลดความยากจน แก้ปัญหาการกระจายรายได้ของประเทศ และจูงใจให้คนจนขยันทำงานมากขึ้น ที่สำคัญคือดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นข้อเสนอที่ควรแก่การถกแถลงทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะหากเราต้องการจะช่วยเหลือคนจนจริงก็ต้องแยกแยะให้ถูกต้องว่าใครคือคนจน และคนจนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองฉ้อฉลได้อย่างไร






