วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลำดับที่ของไทยในการแข่งขันท่องเที่ยวโลก (1)

ที่จริงก็ไม่มีใครจัดการแข่งขันนี้หรอกค่ะ แต่ UNWTO ได้จัดลำดับประเทศต่างๆ ในด้านรายได้

และจำนวนผู้เข้ามาเยือน 50 ประเทศแรกไว้ ปรากฏว่าในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2556) ไทยติดลำดับ 7 ในด้านรายได้ และลำดับ 10 ในด้านจำนวนผู้มาเยือน (ตารางที่ 1)

ในด้านรายได้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าไทย คือ สหรัฐอเมริกา สเปน ฝรั่งเศส จีน มาเก๊าและอิตาลี ถ้าจะคิดว่า จีน มาเก๊า เป็นประเทศเดียวกัน ไทยก็นับว่าเป็นหนึ่งมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยวแห่งเอเชียทีเดียว หากย้อนไปดูเมื่อปี พ.ศ. 2543 หรือ 13 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นไทยยังเป็นลำดับ 14 ใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ที่เป็นลำดับที่ 15 ส่วนมาเลเซียตอนนั้นเพิ่งอยู่ในลำดับที่ 20 ใน 13 ปีที่ผ่านมาทั้งไทยและมาเลเซียต่างทำผลงานได้ดีทั้งคู่ แต่ไทยมีทุนประเดิมด้านทรัพยากรท่องเที่ยวที่ดีกว่า ส่วนมาเลเซียอาศัยการบริหารจัดการที่ดีกว่าของรัฐก้าวขึ้นมาได้

มิหนำซ้ำ ลำดับที่ของไทยที่วัดจากจำนวนผู้มาเยือนยังอยู่ในลำดับสูงกว่ามาเลเซีย ลำดับที่ในด้านผู้มาเยือนของมาเลเซียอยู่ในลำดับ 11 แต่เดิมมาเลเซียเคยมีลำดับผู้มาเยือนสูงกว่าไทยมาก เพราะอาศัยการมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับของสิงคโปร์ การตรวจสอบข้อมูลทั้งฝั่งสิงคโปร์และมาเลเซียของ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง นักวิจัยสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ พบว่า ในบรรดานักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ไปมาเลเซียประมาณ 13-14 ล้านคน เป็นการเดินทางทางบกถึงร้อยละ 63 ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่าเช้าไปเย็นกลับ ดังนั้น หากลบตัวเลขนี้ออกไปผู้มาเยือนไทยก็จะสูงกว่ามาเลเซียมาก เพราะผู้มาเยือนทางบกเรามีประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมรายได้ท่องเที่ยวเราสูงกว่าของมาเลเซีย

การทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วของการท่องเที่ยวไทยเกิดจากการเข้ามาของจีน ในอนาคตอันใกล้ คนจีนก็ยังไม่ไปเที่ยวมาเลเซียมากขึ้นเพราะกรณีเครื่องบินโดยสาร MH370 ซึ่งมีผู้โดยสารจีนเต็มลำตกในมหาสุมทรอินเดียซึ่งกรณีนี้ทำให้การท่องเที่ยวของคนจีนในสิงคโปร์ซบเซาลงด้วย

เมื่อมาดูอัตราการเจริญเติบโตของรายรับจากการท่องเที่ยวระหว่างปี พ.ศ. 2555-2556 ไทยเป็นลำดับ 2 ของโลก รองจาก ญี่ปุ่น เพราะในปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นโปรโมตการท่องเที่ยวมากขึ้น และยังมีนโยบายฟรีวีซ่า อีกทั้งฐานรายได้จากการท่องเที่ยวเดิมก็ค่อนข้างต่ำ คือ 14.9 พันล้านเหรียญสหรัฐแต่ญี่ปุ่นจัดอยู่ในลำดับที่ 19 ของโลกในด้านผู้มาเยือนเทียบไทยไม่ได้เลย

เป็นที่เห็นแล้วว่า การท่องเที่ยวไทยไม่ใช่ (นก) กระจอก เราคือหงส์เหิน ไทยสามารถเหยียบขึ้น 1 ใน 10 ของโลก ทั้งๆ ที่เราไม่มีสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ในระดับโลก (World’s 7 Wonders) เช่น พีระมิดในอียิปต์ ทัชมาฮาลในอินเดีย จริงอยู่เรามีแหล่งท่องเที่ยวระดับมรดกโลก มีแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 3 แห่ง แต่แหล่งมรดกโลกก็มีอยู่เป็นจำนวนมากในนานาประเทศทั่วโลก เพื่อนบ้านเราก็มีมรดกโลกกันทุกประเทศ บางประเทศก็มีมากกว่าเราอีก

เรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อดูรายรับสุทธิของการท่องเที่ยว (รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือน-รายจ่ายคนในประเทศไปเที่ยวต่างประเทศ) ไทยขยับขึ้นมาลำดับ 4 รองจากสหรัฐอเมริกา มาเก๊าและสเปน มียอดรายรับสุทธิ 42.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่มาเลเซียอยู่ในลำดับ 11 และมีมูลค่ารายรับสุทธิ แค่ครึ่งหนึ่งของไทย ที่น่าสนใจคือจีน และญี่ปุ่น ไม่ติดลำดับ 25 ลำดับแรกของรายรับสุทธิ หมายความว่า 2 ประเทศนี้ส่งออกมากกว่าการนำเข้านักท่องเที่ยว

เมื่อมาดูสถิติการใช้สนามบินพบว่า สนามบินของไทยอยู่ในลำดับที่ 17 เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนเราเป็นรองสิงคโปร์ (ลำดับ 13) แต่เหนือกว่ากัวลาลัมเปอร์ลำดับ 20 ในอนาคตหากเราเปลี่ยนโมเดลให้เปิดทางเข้าทั้งทางบกและทางอากาศจากศูนย์ต่างๆ ทั่วประเทศ และเจรจาขยายเที่ยวบินชาเตอร์ไฟลท์กับมณฑลต่างๆ ของจีนให้มากขึ้น ในอนาคต เราก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกมาก ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง ใช้โมเดลดีมานด์ ประมาณไว้ว่าหากจีดีพีของจีนเพิ่มในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ภายใน 5 ปี นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยจะสูงถึง 6 ล้านคน หากเงินหยวนแข็งค่า 1.5% เทียบกับไทยทุกปี นักท่องเที่ยวจีนก็จะมาเยือนไทยกว่า 7 ล้านคนภายใน 5 ปี ที่สำคัญคนจีนจะมีพฤติกรรมการท่องเที่ยวไม่เหมือนในยุโรป เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการและคนไทยต้องปรับตัวให้จัดการกับพฤติกรรมที่แตกต่างได้

ข่าวดีที่ว่ามาทั้งหมดดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการลงทุนท่องเที่ยวดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเมื่อดูจากดีมานด์ ทีนี้ก็มาถึงข่าวร้ายละค่ะ ที่ว่ามาทั้งหมดเป็นด้านอุปสงค์ (Demand) แต่ปัญหาของไทยอยู่ที่การจัดการอุปทานที่คสช. กำลังพยายามแก้อยู่คือเรื่องแท็กซี่ แต่นั่นเป็นแค่เรื่องจิ๊บๆ ยังมีต้องแก้อีกมหาศาลโดยเฉพาะมาเฟียที่พัทยา ภูเก็ต ฯลฯ

คราวนี้พูดกันเรื่องดีมานด์พบกันเดือนหน้าลองมาดูด้านซัพพลายบ้างกันดีไหมคะ