แม้ในภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ดูสงบ ไม่มีวิกฤติครั้งใหญ่ แต่หากดูในบางประเทศจะพบว่า เผชิญปัญหากันในระดับหนึ่ง
อย่างเพื่อนบ้านเอเชีย เกาหลีใต้ ที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือนลงไปอยู่ในระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 การเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคาดหมายอยู่แล้ว เพราะเมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงการคลังเพิ่งเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปเป็นมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมๆ กับปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จาก 4.1% เหลือ 3.7%
รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้เองก็เตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศยืนอยู่บนทางแยก ระหว่างการกระโจนไปข้างหน้ากับการตกสู่ภาวะถดถอย โดยข้อมูลจากธนาคารกลางระบุว่าเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2 ขยายตัวช้าที่สุดในรอบปีกว่า สืบเนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซาหลังจากเกิดโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รีเซวอลอับปาง ทำให้ผู้โดยสารที่้ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก และทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในภาวะช็อคไปพักใหญ่
ในช่วงไตรมาส 2 นั้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเกาหลีใต้ ขยายตัว 0.6% จากไตรมาสก่อน ซึ่งนับเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2556 ทั้งยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 0.7% ขณะที่เมื่อเทียบปีต่อปีนั้น เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ของเอเชียแห่งนี้ ขยายตัว 3.6% อันนับว่าลดลงจากไตรมาสก่อนที่สามารถขยายตัวได้ที่ 3.9% โดยผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่าการชะลอตัวด้านการใช้จ่ายในประเทศ เลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะความรู้สึกที่หดหู่ของผู้บริโภคทำให้การฟื้นตัวด้านการใช้จ่าย ล่าช้าออกไป
ใกล้ๆ กับเกาหลีใต้คือญี่ปุ่น ที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย ก็ปรากฎว่าเศรษฐกิจหดตัวรายไตรมาสมากที่สุด ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2554 เพราะการขึ้นภาษีการขายทำให้การเติบโตชะงักลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหดตัวไป 1.7% ช่วงไตรมาส 2 หรือ 6.8% เมื่อเทียบรายปีต่อปี อันถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดถึงผลกระทบของการขึ้นภาษี และอาจบีบให้ญี่ปุ่นต้องทบทวนแผนการขึ้นภาษีที่กำหนดว่าจะมีในปีหน้า โดยการขึ้นภาษีนั้นมีเป้าหมายที่การหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อลดหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของประเทศ
ตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2 นับว่าดีกว่าการคาดหมายของตลาด แต่ดูเหมือนขัดกับมุมมองของรัฐบาลกับธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คาดว่าผลกระทบจากการขึ้นภาษีจะมีจำกัด ดังนั้นผู้นำญี่ปุ่นจึงยอมรับว่ารัฐบาลมีงานต้องทำ โดยจะวิเคราะห์และทำอย่างดีที่สุดเพื่อนำพาเศรษฐกิจกลับสู่เส้นทางของการฟื้นตัว ซึ่งเศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นก็ต้องรอดูตัวเลขของไตรมาสที่ 3 ต่อไป อันจะเป็นกุญแจสำคัญในการคาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจ ทั้งยังน่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการขึ้นอัตราภาษีอีกครั้ง
สภาพการณ์ของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 และ 4 ของทวีปเอเชีย ซึ่งต้องประคับประคองและแก้ไขกันไปตามเหตุปัจจัยนั้น แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤติใหญ่ที่กระทบต่อระดับโลก แต่ก็สะท้อนว่าแม้ในยามที่โลกไม่ได้เผชิญวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ แต่ปัจจัยหรือเหตุการณ์ภายในประเทศเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตของประเทศนั้นๆ มากไม่แพ้กัน ดังนั้นการบริหารเศรษฐกิจในประเทศให้ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกชาติรวมถึงไทยด้วย






