ย้อนกลับไปเพียงแค่ 30-40 ปี ไม่มีใครคิดว่าประเทศที่อยู่ในขั้นตอนของระบบทุนนิยมตอนปลาย หรือ Late Capitalism
ไม่ใช่เฉพาะอเมริกา แต่ครอบคลุมเกือบทั้งโลก จะมีปัญหาที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง ก่อนหน้าทุกคนรู้สึกดีกับระบบทุนนิยม การเมืองหรือเศรษฐกิจในเรื่องการต่อสู้หรือความขัดแย้งของชนชั้นระหว่างทุนกับแรงงาน ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือนายทุนกับกรรมกรไม่เป็นประเด็นปัญหาการเมืองฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาหมดความศักดิ์สิทธิ์ สังคมทุนนิยมตอนปลายหรือหลังอุตสาหกรรมที่อยู่ในยุคทองในช่วงทศวรรษ 1960 มีแต่ชนชั้นกลางในยุโรปและอเมริกาหรือในญี่ปุ่นอีกทศวรรษถัดมา รัฐกับตลาดผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยรวมชนชั้นแรงงานมีฐานะและความเป็นอยู่ดีขึ้นมีชั่วโมงทำงานน้อยลง ได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการและความมั่นคงจากรัฐ นักเศรษฐศาสตร์ เช่น Kuznets มองโลกในแง่ดีว่าประเทศในโลกทุนนิยมตอนปลายจะมีรายได้ที่กระจายตัวดีขึ้น มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น และเกิด Convergence
เส้นแบ่งระหว่างทุนกับแรงงานเริ่มไม่ชัด เพราะแรงงานก็มีสินทรัพย์ คนอเมริกันถือหุ้นโดยเปรียบเทียบมากกว่าที่อื่นในอังกฤษ Magaret Thatcher แปรรูปธุรกิจของรัฐ เปิดโอกาสให้ชนชั้นกลางมีหุ้นหรือเป็น Popular Capitalism ขณะเดียวกันไม่มีใครปฏิเสธว่าศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษแห่งความยิ่งใหญ่ของคนอเมริกัน เป็นศตวรรษที่ระบบทุนโลกมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกแผ่นดินเป็น Great Transformation ในด้านความก้าวหน้าในขณะเดียวกันศตวรรษที่ 20 ก็มากับการทำลายชีวิตและทรัพย์สินที่น่าสยดสยองจากสงครามใหญ่ๆ สองครั้ง และจากการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์เช่นที่เกิดขึ้นภายในโซเวียต (ยุคสตาลิน) หรือจีน (ยุคเหมา)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้าม มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน เหมือนเป็น Paradox ที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือกรณีการก่อตัวและการเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียมกัน การกระจุกตัวในรายได้และทรัพย์สินของสังคมอเมริกันและโลกของ Late Capitalism ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาทำไมคนส่วนใหญ่จึงคาดไม่ถึง?
นี่เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับโลกในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ เพราะมันจะมีผลเสียอื่นๆ ตามมาใหญ่หลวงในระยะยาว ผู้นำชนชั้นนำอเมริกา ชนชั้นกลางระดับสูงส่วนใหญ่ยังประเมินผลร้ายของมันต่ำเกินไป
อเมริกาเคยถูกมองว่าเป็นต้นแบบหรืออุดมคติของระบบทุน แต่คนฝรั่งเศสอาจจะหมั่นไส้และไม่ชอบคนอเมริกัน แต่แม้กระทั่งนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง Ferdinand Braudel เมื่อศึกษาพัฒนาการของทุนนิยมอเมริกันระยะยาวก่อนทศวรรษ 90 ยังต้องยอมรับความสำเร็จของอเมริกา ที่เขาเรียกว่า American EconomyPar Excellence
ส่วนดีของระบบทุนนั้น คนส่วนใหญ่มักจะไม่กล่าวถึง เราเห็นแต่ส่วนร้ายของมันเพราะมันมองเห็นง่าย ลึกๆ คนส่วนใหญ่ในโลกมีความรู้สึกทั้งรักทั้งชังระบบทุนนิยม แต่สำหรับคนอเมริกันแล้วเมื่อเทียบกับยุโรป ความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตรชิงชัง เป็นปฏิปักษ์กับทุนนิยม คนอเมริกันไม่มี จริงอยู่มีช่วงของประวัติศาสตร์โดยเฉพาะครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หลังสงครามกลางเมืองเพื่อยุติปัญหาเรื่องทาสที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่จากการผงาดขึ้นของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บริษัทและทุนขนาดใหญ่ การเติบโตของกิจการรถไฟของเอกชนที่มีเครือข่ายเส้นทางถึงสองแสนไมล์จากที่ไม่มีอะไรก่อนหน้า ทำให้เกิดการกระจุกตัวและการผูกขาดของอำนาจทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง ตามมากับการฉ้อฉลชิงไหวชิงพริบทุกรูปแบบในทางธุรกิจและการเมือง การต่อสู้ระหว่างทุนและแรงงานที่รุนแรง โดยที่รัฐถือหางฝ่ายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ มีช่วงที่ความคิดและการจัดตั้งทางเลือกที่เป็นระบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ผสมผสานกับการก่อตัวของขบวนการประชานิยมเต็มไปด้วยสีสัน
แต่ในที่สุดคนอเมริกันก็ยังชอบระบบที่เป็นอยู่ เพราะมันเป็นระบบที่พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า ไม่ใช่เพียงเพราะว่ามันทำให้อเมริกามั่งคั่งเท่านั้น ไม่นานอเมริกาแซงหน้าอังกฤษและยุโรปในเกือบทุกด้าน
โดยธรรมชาติทุนนิยมตลาดเสรีมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคและการกระจุกตัวในความมั่งคั่งอยู่แล้ว ความไม่เท่าเทียมกันนี้จะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความแตกต่างในจุดเริ่มต้นและพัฒนาการของแต่ละประเทศ และขึ้นอยู่ว่าเราเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียมกันนี้กับใคร เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามและอเมริกาเข้ามาจัดการกระจายความมั่งคั่งในทรัพย์สินโดยการปฏิรูปที่ดินได้มีส่วนสำคัญต่อการทำให้สังคมญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นที่ดีด้านความไม่เท่าเทียมกัน ในบริบทข้างต้นอเมริกา ในฐานะโลกใหม่สังคมใหม่ก็มีจุดเริ่มต้นที่จะทำให้สังคมมีแนวโน้มทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในทรัพย์สินหรือทุนที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในยุโรป หรือแม้กระทั่งละตินอเมริกาที่มองอเมริกาเป็นต้นแบบในเวลาต่อมา ชื่นชมทั้งรักทั้งชัง พยายามเลียนแบบแต่ทำไม่ได้
เราได้เคยอภิปรายมาก่อนหน้าแล้วว่า การกระจุกกับการกระจายการถือครองที่ดินที่แตกต่างกันระหว่างละตินอเมริกากับสหรัฐอเมริกามีผลมหาศาลต่อการก่อตัวขึ้นของสถาบันทั้งหลาย รวมทั้งอำนาจทางการเมืองมีผลต่อความแตกต่างระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ทำให้ละตินอเมริกาล้าหลังและมีปัญหามากกว่าอเมริกาแบบเทียบกันไม่ได้ แปลกแต่จริงอเมริกาวันนี้มีหลายอย่างที่กำลังเดินบนเส้นทางในอดีตของละตินอเมริกา
อเมริกามีจุดเริ่มต้นประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา การมีทุนในรูปที่ดินจำนวนมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับยุโรปเริ่มต้นด้วยราคาที่ดินที่ถูก มีการกระจายการถือครองอย่างกว้างขวาง ทำให้สังคมอเมริกันมีจุดเริ่มต้นของการเป็นสังคมที่คนมีความเสมอภาคกัน เป็นเจ้าของที่ดินกันคนละเล็กคนละน้อย อุดมการณ์และสถาบันประชาธิปไตยจึงก่อตัวและเติบโตได้ค่อนข้างง่าย อเมริกามีการกระจุกตัวรวมทั้งมูลค่าของทุนต่ำกว่ายุโรปเมื่อเทียบกับรายได้ ในหนังสือ Capital ของ ThomasPiketty สัดส่วนของทุนต่อรายได้ของอเมริกาในช่วงเริ่มต้น น่าจะมีอัตราส่วนประมาณ 3 ต่อ 1 ซึ่งต่ำกว่ายุโรปที่เป็นสังคมศักดินาชนชั้นขุนนางที่อัตราส่วนนี้สูงถึง 7 ต่อ 1 อีกร้อยปีถัดมาเมื่อทั้งอเมริกาและยุโรปมีการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สัดส่วนนี้แตกต่างกันน้อยลง โดยที่อเมริกาเขยิบขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 5 ต่อ 1 กระนั้นก็ตามแรงงานจากยุโรปที่เข้าอเมริกาโดยไม่มีทุน แต่ต่อมามีที่ดินเริ่มต้นสามารถก่อร่างสร้างตัวโดยใช้เวลาไม่นาน
ช็อกใหญ่ๆ ในศตวรรษที่ 20 ของโลกทำลายชีวิตและทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งในกรณีนี้ แม้อเมริกาจะเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ใหญ่โตมาก โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1930 แต่ครึ่งศตวรรษแรก ยุโรปเสียหายจากสงครามมากกว่าสหรัฐแบบเทียบกันไม่ได้ โดยรวมสัดส่วนทุนต่อแรงงานของสหรัฐในระยะยาวมีเสถียรภาพกว่าของยุโรปคือมีช่วงระหว่าง 4-5 ต่อ 1 ในช่วงร้อยปี ค.ศ. 1910 - 2010 สัดส่วนทุนต่อรายได้ของยุโรปแกว่งตัวรุนแรง คือลดลงจากอัตราส่วน 7 ต่อ 1 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 3 และในที่สุดคงอยู่ในระดับ 5-6 ต่อ 1 ในปัจจุบัน
ข้อมูลระยะยาวชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สินหรือทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เมื่อยุโรปครองโลก แต่แนวโน้มนี้หยุดชะงักลงเมื่อโลกเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและสงครามโลกสองครั้ง และเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งทุนนิยมโลกเผชิญวิกฤติในทศวรรษ 70 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กระบวนการโลกานุวัตรทวีความเข้มข้น ผนวกเข้ากับแนวคิดอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หรือ Neo Liberalism เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลครอบงำการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม Late Capitalism
ถ้าความไม่เท่าเทียมกันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ในประเทศที่เจริญแล้ว อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังทั้งในอเมริกาและในยุโรป? หรือมันเป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงในนโยบายของรัฐที่หันมายึดอุดมการณ์ Neo Liberalism









