วันนี้นับว่าเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งเพราะนอกจากจะเป็นวันแม่แห่งชาติแล้ว ดิฉันถือว่าเป็นวันสร้างโลก
เพราะมือของแม่เป็นมือแห่งการสร้างมนุษยชาติ ดังนั้น วันนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ดิฉันจะพูดถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของสตรีเพศ
เรื่องนี้อยู่ในใจของดิฉันตั้งแต่เมื่อปีก่อน ตอนที่ดิฉันได้รับเชิญไปบรรยายที่ฮ่องกงจาก British Council เรื่อง การขาดสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ในงาน Global Education Dialogues ตอนที่ดิฉันได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องนี้ ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าประเทศของเรามีปัญหาเรื่องการขาดสตรีในงานวิทยาศาสตร์จริงหรือ เพราะถ้าเดินๆ ไปในศูนย์วิจัย เช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (BIOTEC) ที่ดิฉันทำงานอยู่ ก็จะเดินชนกับนักวิจัยหญิงเสียส่วนใหญ่ และเท่าที่ดูจากสถิติคร่าวๆ ก็มีจำนวนนักวิจัยหญิงชายเริ่มทำงานพอๆ กัน ด้วยความที่ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าประเทศของเรามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนผู้หญิงในงานวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่ จึงไปเรียนปรึกษา ดร. กัญญวิมม์ กีรติกร (ผู้อำนวยการศูนย์ BIOTEC คนปัจจุบัน) ซึ่งท่านก็แนะนำว่าให้ลองดูสถิติของผู้ที่ประสบความสำเร็จในงานด้านนี้ ดิฉันจึงไปค้นหาสถิติของผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติคือรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นของประเทศไทยดูว่ามีอัตราส่วนชายหญิงเป็นอย่างไร ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ (เป็นชาย 93% สำหรับรางวัลนักวิทย์ฯ และเป็นชาย 72% สำหรับรางวัลนักเทคโนโลยีฯ) พอได้เห็นสถิตินี้ดิฉันจึงต้องยอมจำนนด้วยหลักฐานว่าเรายังมีความเหลื่อมล้ำในอัตราความสำเร็จของผู้หญิงจริงๆ
ที่จริงปัญหาเรื่องอัตราการประสบความสำเร็จของผู้หญิงไม่ได้มีแต่เพียงในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ในวงการอื่นและประเทศอื่นก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ขนาดประเทศมหาอำนาจเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังประสบปัญหานี้อยู่ วารสาร Newsweek ฉบับเดือนตุลาคม 2012 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “American Women Have It Wrong” เขียนโดย ศาสตราจารย์ Debora Spar อธิการบดีของ Barnard College ที่ท่านได้ยอมรับว่าแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ยืนในอาชีพต่างๆ ให้กับสตรีอเมริกาเพื่อที่จะสามารถมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ แต่ความพยายามนั้นกลับกลายเป็นดาบสองคมเพราะสังคมยังคาดหวังว่าผู้หญิงก็ยังต้องรับผิดชอบหน้าที่ภายในบ้านอยู่ดี ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยในอเมริกาจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และ 38% ของครอบครัวในอเมริกาผู้หญิงมีรายได้มากกว่าผู้ชาย แต่ทำไมมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จขั้นเป็นผู้บริหารน้อยกว่าผู้ชาย
ถึงแม้จะจำนนด้วยหลักฐาน ดิฉันก็เป็นคนที่ชอบแก้ปัญหามากกว่าจะยอมรับและอยู่กับมันไปวันๆ ดังนั้น ดิฉันเลยถือโอกาสนี้ไปเรียนสัมภาษณ์สามนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็น role model ของดิฉัน ว่าทำไมทั้งสามท่านจึงประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านแรกคือ ศาสตราจารย์ ดร. มรกต ตันติเจริญ ซึ่งสำหรับดิฉันแล้วท่านเป็น "สตรีเหล็ก" แห่งวงการวิทยาศาสตร์ไทย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลเกียรติคุณหลายรางวัลจากทั้งในและต่างประเทศ ตำแหน่งผู้บริหารศูนย์วิจัยต่างๆ หรือจะเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีก็ตาม อาจารย์ได้รับมาหมดแล้ว สำหรับดิฉันท่านไม่ได้เป็นแค่ “ผู้หญิงเก่ง” แต่ท่านเป็นคำนิยามของ “คนดี” ท่านให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นอันมาก สิ่งที่ท่านบอกไว้เสมอคือไม่ว่าเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ต้องทำงานแบบ "กัดไม่ปล่อย" ซึ่งสิ่งที่ดิฉันจดจำไว้เสมอคือว่าท่านสอนว่า ไม่ต้องคิดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ขอให้หาความเก่งของเราให้เจอ อย่ารอให้สังคมให้โอกาสแค่เพราะว่าเราเป็นผู้หญิง คุณจะต้องเป็นคนเก่งและคนดี แล้วโอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะเป็นของคุณเองไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม
ท่านที่สองคือ ศาสตราจารย์ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของดิฉันแล้ว อาจารย์เป็นตัวอย่างของสตรีสมัยใหม่ในทุกกระเบียดนิ้ว สวยและเก่ง นอกจากอาจารย์จะประสบความสำเร็จโดยมีรางวัลและเกียรติคุณมาการันตีมากมาย เช่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีดีเด่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เมธีวิจัยอาวุโสและรางวัลศาสตราจารย์วิจัยดีเด่นจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากมูลนิธิโทเร เป็นต้น อาจารย์ยังเป็นคุณย่าที่แสนน่ารักของหลานถึงสองคนอีกด้วย สำหรับดิฉันการที่จะประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวในสังคมปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่อาจารย์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงก็สามารถทำได้ สิ่งที่อาจารย์แนะนำผู้หญิงสมัยนี้คือ ต้องพยายามเริ่มสายงานอาชีพให้เร็วที่สุด และต้องพยายามสร้างเครือข่ายของเพื่อนร่วมงานที่จะสามารถช่วยเหลือกันในขณะที่ผู้หญิงเราอาจต้องลาคลอด เลี้ยงลูก เครือข่ายเหล่านี้จะสามารถทำให้เราสามารถผ่านพ้นเวลายากลำบากไปได้ ที่สำคัญผู้หญิงเราจะต้องเลือกหน่วยงานและหัวหน้างานที่มีความเข้าใจและให้โอกาสกับผู้หญิงอีกด้วย
อีกท่านหนึ่งคือ ดร. กัญญวิมม์ กีรติกร ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติตั้งแต่อายุเพียง 44 ปีเท่านั้น การที่ท่านเป็นสตรีอายุน้อย และต้องแบกภาระที่จะต้องดูแลศูนย์วิจัยที่มีบุคลากรเกือบ 600 คนและเป็นนักวิจัยที่เป็น ดอกเตอร์ประมาณ 170 คนโดยที่หลายคนก็มีวัยวุฒิสูงกว่าท่าน น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่ท่านก็สามารถประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรนี้ นำพาพวกเราผ่านวิกฤติน้ำท่วมและวิกฤติการเมืองมาได้ รวมถึงเป็นผู้บริหารที่ทำให้องค์กรสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ทรงคุณค่าระดับนานาชาติจำนวนมาก เมื่อถามถึงความท้าทายในฐานะที่เป็นสุภาพสตรีในตำแหน่งนี้ ท่านได้ตอบว่า การที่เราเป็นผู้หญิง เราจะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Assertive (มั่นใจ) และ Aggressive (ก้าวร้าว) เพราะผู้หญิงเรายังถูกคาดหวังว่าจะต้อง nice อยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะมีตำแหน่งบริหารก็ตาม ถ้าเรา assertive มากเกินไป คนอื่นอาจจะคิดว่าเรา aggressive และไม่ฟังเราก็ย่อมได้
ถึงแม้ว่าเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมยังคาดหวังว่าผู้หญิงจะต้องเป็นภรรยา แม่บ้าน และแม่ที่ดี ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะออกไปทำงานข้างนอกบ้านหรือไม่ก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ เพียงแต่สังคมรอบข้างของผู้หญิงทุกคนคงต้องเข้าใจภาระหน้าที่ที่เราคาดหวังกับผู้หญิงสมัยใหม่และยอมให้โอกาสกับผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งเราก็ได้เห็นแล้วว่าสังคมไทยมีแนวโน้มที่ดีในการเชิดชูสตรีในสายงานอาชีพต่างๆ ดูได้จากรางวัลที่ให้เกียรติกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็น รางวัล “สตรีเพื่องานวิทยาศาสตร์” (บริษัทลอรีอัล และ UNESCO) รางวัลผู้หญิงเก่ง (นิตยสาร Thailand Tattler) รางวัลผู้หญิงทำงาน (นิตยสารผู้หญิง) เป็นต้น รางวัลเหล่านี้เป็นทั้งแรงจูงใจและกำลังใจให้ผู้หญิงมุ่งมั่นในสายงานอาชีพของตน และก็สร้างบุคคลต้นแบบให้กับสตรีรุ่นหลังอีกด้วย
การที่สังคมให้พื้นที่ยืนกับผู้หญิงนั้นก็เท่ากับว่าสังคมสร้างศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกครึ่งหนึ่ง ดังที่ Professor Ada Yonath หนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่ได้รับรางวัลโนเบล ได้กล่าวไว้ว่า “I think the population is losing half of the human brain power by not encouraging women to go into the sciences. Women can do great things if they are encouraged to do so.” ถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันรักษาพลังสมองอีกครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติจากประชากรผู้หญิงโดยการให้พื้นที่ยืนแก่เพศแม่ของเรา






