คำเตือนเกี่ยวกับฟองสบู่สินทรัพย์มีขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากรากูราม ราจัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย ที่โด่งดัง
มาจากการคาดหมายล่วงหน้าได้ถูกต้อง ว่าจะเกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 มาในคราวนี้เขาเตือนว่าเศรษฐกิจโลกเสี่ยงจะเผชิญการทรุดตัวของตลาด ในช่วงที่ราคาสินทรัพย์ทะยานลิ่ว โดยความไร้เสถียรภาพทางการเงินโลกที่มีมากขึ้นนั้น เป็นผลจากการที่บรรดานักลงทุนวิ่งหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
นายราจัน ผู้เคยทำหน้าที่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทั้งยังเคยเขียนหนังสือเรื่อง Fault Lines อันมีเนื้อหาเกี่ยวกับรอยร้าวทางการเงินที่ซ่อนอยู่และคุกคามเศรษฐกิจโลก อธิบายว่ามีความเสี่ยงที่ราคาสินทรัพย์จะพลิกกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม และความผันผวนทางการเงินจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนั้น เขายังวิตกว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจหมดช่องว่างหรือช่องทางด้านการผ่อนคลายทางการเงิน เพื่อรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาจริงๆ
ผู้ว่าการธนาคารอินเดียเปรียบเทียบสภาพต่างๆ ในปัจจุบันว่าคล้ายคลึงกับช่วงทศวรรษ 30 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก และโลกแข่งกันดำเนินนโยบายผ่อนคลาย หรือการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือธนาคารกลางอังกฤษ ภายใต้เป้าหมายของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโต เขาระบุว่าหากการแข่งขันกันผ่อนคลายนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีผลพวงตามมา ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดผลพวงมากมาย กระนั้น วิกฤติภาคการเงินอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย หากสามารถหาทางชะลอการเคลื่อนไหวต่างๆ ลงได้อย่างต่อเนื่อง
ความเห็นของผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย สอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ที่แสดงความวิตกก่อนหน้านี้ว่าฟองสบู่สินทรัพย์รอบใหม่อาจคุกคามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยมีกระแสวิตกมากขึ้นว่านักลงทุนกำลังแห่ลงทุนในหลักทรัพย์มากเกินไป หวังได้ผลตอบแทนสูงในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับเกือบต่ำเป็นประวัติการณ์ สภาพการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดเงื่อนไขสำหรับภาวะฟองสบู่และอาจทำให้เกิดการทรุดตัวของตลาดครั้งใหม่
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเคยเตือนว่า ตลาดเงินกำลังแซงหน้าความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เลิกใช้จ่ายมากเกินไปอันจะนำไปสู่การสร้างหนี้ พร้อมเรียกร้องให้มีการกำหนดนโยบายที่ไม่ทำให้เกิดฟองสบู่ทางการเงิน โดยกรรมการผู้จัดการบีไอเอสระบุว่าในช่วงที่มีความเฟื่องฟู ได้มีการจัดสรรสินทรัพย์อย่างผิดๆ ในปริมาณมาก และจะต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ไปแหล่งลงทุนใหม่ที่ก่อให้เกิดประสิทธิผล
ความวิตกเกี่ยวกับฟองสบู่สินทรัพย์ยังลุกลามไปยังตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอนแพงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงิน 20% ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีก็วิตกเกี่ยวกับราคาสินทรัพย์ที่สูง การที่หลายฝ่ายออกมาเตือนแต่เนิ่นๆ ถึงแนวโน้มที่อาจเกิดความพลิกผันครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง น่าจะทำให้ผู้รับผิดชอบในประเทศต่างๆ ปรับนโยบายและสภาพต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ รวมถึงในส่วนของไทยที่ต้องเตรียมการในด้านต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมเต็มที่เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น









