วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ดีกว่าระบบทุนนิยมล้วนๆ

ในยุคโบราณตั้งแต่ 5 ล้านปีที่แล้วเรื่อยมาจนถึงราว 1 หมื่นปีที่แล้ว ที่มนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่มเล็ก

ยังชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ การร่วมมือกันในกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้มนุษย์ปกป้องตัวเองและแข่งขันกับกลุ่มอื่นจนอยู่รอดและวิวัฒนาการเหนือสัตว์อื่นได้

มนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบกลุ่มเล็กๆ ที่ร่วมมือกันทำงานอย่างเห็นแก่กลุ่มมากกว่าส่วนตัวมาเป็นระยะเวลายาวนานอย่างน้อย 4-5 ล้านปีนั้น ส่งผลต่อวิวัฒนาการของมนุษย์จนเป็นธรรมชาติหรือสัญชาตญาณทางสังคมของมนุษย์ส่วนหนึ่งของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน แม้เมื่อราว 1 แสน ถึง 1 หมื่นปีที่แล้ว มนุษย์ขยายจำนวนมากขึ้น กลุ่มใหญ่ขึ้น มีการจัดองค์กรทางการเมืองสังคมเป็นแบบกลุ่มใหญ่, ชนเผ่า, หมู่บ้าน, เมือง, นครรัฐ ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น การร่วมมือกันในกลุ่มและหรือในชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาโดยตลอด ที่จะทำให้กลุ่ม/ชุมชนบางแห่งเข้มแข็งกว่ากลุ่ม/ชุมชนอื่น

ในสังคมยุคเก่าที่เมื่อมนุษย์คนใดหรือกลุ่มใดล่าสัตว์ได้ เขาจะนำสัตว์มาแบ่งปันกันให้สมาชิกทั้งกลุ่มอยู่เสมอ ทำให้นักวิชาการยุคปัจจุบันตั้งคำถามว่าถ้าเกิดมีบางคนที่คนขี้เกียจและเอาเปรียบคนอื่น คอยแต่รับส่วนแบ่ง เพราะไม่อยากทำงานหนัก ไม่อยากเสี่ยงชีวิตในการล่าสัตว์ จะเป็นปัญหากับกลุ่มหรือชุมชนหรือไม่

นักมานุษยวิทยาที่ติดตามศึกษาเรื่องนี้จากวิถีชีวิตของชนเผ่าในยุคปัจจุบันที่คงเลี้ยงชีพแบบเก็บของป่าล่าสัตว์อยู่ให้คำอธิบายว่า เรื่องแบบนี้คงแทบไม่มี หรือถ้ามีน้อยก็น้อยมาก และคนที่ออกไปเสี่ยงภัยล่าสัตว์ ก็คงจะขยันทำหน้าที่และแบ่งปันให้คนอื่นๆ อยู่ดี เพราะพวกเขาไม่ได้ออกไปล่าสัตว์เพียงเพื่อหวังผลตอบแทนจากเพื่อนคนอื่นในภายหลังเท่านั้น แต่การไปล่าสัตว์ได้ยังทำให้เขาเป็นที่ยกย่องในกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงด้วย

เนื่องจากพวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก การที่ใครคนหนึ่งจะอู้งาน หลีกเลี่ยงงาน ก็จะเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย เขาจะถูกดูถูกหรือถูกมองในแง่ไม่ดี หรือบางกรณีอาจถูกสังคมลงโทษได้ เรื่องการคิดแต่ผลประโยชน์กับตัวเองแบบนี้จึงเกิดขึ้นได้ยากในชุมชนขนาดเล็ก

คนที่ล่าสัตว์หาของป่าเก่งที่จะเห็นแก่ตัวด้วยการเก็บไว้เป็นของตัวเองหรือครอบครัวมากกว่าที่แบ่งให้คนอื่น ก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน เพราะกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เป็นเครือญาติ เป็นเพื่อนฝูงกัน มีความรักใคร่สนิทสนมห่วงใยกัน อยู่ร่วมกันอย่างมีความพอใจทางสังคมวัฒนธรรมมากกว่า จะคิดเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ

ในสังคมหาของป่าล่าสัตว์ยุคโบราณนั้น ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ คนทำงานหนักน้อยกว่ายุคเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง คือเมื่อราว 1 หมื่นปีที่แล้ว และในเมื่อใครก็ตามที่ล่าสัตว์ได้ต้องแบ่งปันอาหารให้ทุกคนเป็นประจำอยู่แล้ว คนแต่ละคนจึงไม่จำเป็นต้องสะสมอะไร ชนเผ่าหลายกลุ่มยังมีค่านิยมที่คัดค้านเรื่องการสะสมไม่แบ่งปันสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น ชาวเอสกิโมมองว่าการสะสมเป็นเรื่องผิด ไม่ควรทำ นานครั้งอาจจะเกิดคนเพี้ยนๆ ที่สะสมส่วนตัวมากเกินความจำเป็นเห็นแก่ตัวมากจนอาจจะถูกคนอื่นลงโทษด้วยการกำจัดได้

นอกจากการแบ่งปันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม และการแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มแล้ว ยังมีวัฒนธรรมการให้และการช่วยเหลือกันระหว่างกลุ่มโดยไม่มีผลตอบแทนเฉพาะหน้าที่เห็นได้ชัดเจนด้วย อาจเป็นเรื่องการสร้างความเป็นมิตร การพึ่งพาช่วยเหลือกัน โดยหวังว่ากลุ่มเราอาจจะได้รับการช่วยเหลือในภายหลังในยามที่เราขาดแคลน หรือเป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันระหว่างกลุ่มในการปกป้องตนเองจากภัยต่างๆ รวมทั้งจากกลุ่มอื่นๆ หรือเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง ประสิทธิภาพในการหาอาหารและเลี้ยงชีพ

วัฒนธรรมการให้กันโดยไม่มีผลตอบแทนเฉพาะหน้าที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ยุคโบราณยังตกทอดมาถึงยุคปัจจุบัน ที่คนในสังคมทุกสังคมยังแบ่งปันให้อาหาร และของขวัญ (Gifts) บางอย่างกันอยู่ วัฒนธรรมให้เช่นนี้เป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (ทุนนิยม) ที่เป็นกิจกรรมแบบใหม่พัฒนามาอย่างกว้างขวางเมื่อราว 250 ร้อยปีที่แล้วนี้เท่านั้น (การค้ามีมานานก่อนหน้าทุนนิยม แต่ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนของที่จำเป็นมากกว่าเพื่อการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ยกเว้นพวกชนชั้นสูงกลุ่มน้อย)

มองในทางสังคม การแบ่งปันให้อาหารและของขวัญกัน ลึกๆ แล้วอาจเป็นการหวังผลในระยะยาวว่า คนที่เราให้ไปก็จะรู้สึกเป็นบุญคุณ ยกย่องความมีน้ำใจของเรา และจะให้เรากลับคืนในภายหลัง หรือถึงเขาจะไม่ได้ให้อะไรเรากลับโดยตรง เขาก็อาจจะเป็นมิตรที่ดี ซึ่งก็เป็นประโยชน์ตอบแทนกลับมาให้เราอย่างหนึ่งได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราบางทีอาจจะทำสิ่งเหล่านี้ไปโดยขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่น ไม่ได้ให้ไปโดยการคำนวณว่าเพื่อต่อไปเราจะได้ผลตอบแทนกลับคืนเสมอไป บางคนอาจรู้สึกการไม่ให้คนอื่นคือการเสียหน้า รู้สึกว่าทำไม่ถูก ไม่เป็นคนใจกว้าง มีมากแล้วก็ควรให้คนอื่นคนอื่นบ้าง อย่างไรก็ตาม คนหรือกลุ่มที่ให้แบบหวังผลตอบแทนกลับ ในภายหลังก็มีด้วยเช่นกัน

การให้ของคนกลุ่มต่างๆ ในยุคสมัยต่างๆ อาจจะมีแรงจูงใจและความคาดหมายแตกต่างกันไป แต่ถ้าจะมองในแง่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณและวัฒนธรรมมนุษย์ที่เห็นว่าการร่วมมือกันเป็นประโยชน์มากกว่าการต่างคนต่างอยู่ แข่งขันต่อสู้แย่งชิงกัน น่าจะเป็นสาเหตุผลที่มีน้ำหนักมากที่สุด

ในแง่จิตวิทยาแล้ว การที่คนเราได้รับของขวัญจะได้ความรู้สึกที่ดีมากกว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยน ไม่ใช่รู้สึกดีเพราะได้รับของฟรีเท่านั้น แต่รู้สึกดีที่มีคนเห็นความสำคัญของเรา เอาใจใส่เรา มีน้ำใจเอาของขวัญมาให้ ถึงแม้เราจะรู้ว่า ในภายหลังเราก็ควรหาของขวัญให้เขาหรือช่วยเหลือเขาบ้างเช่นกัน การให้กันและกัน โดยทั่วไปแล้วให้ความรู้สึกทางบวก ทำให้มนุษย์รู้สึกอยากร่วมมือช่วยเหลือกันมากกว่าอยากแข่งขัน

ดังนั้น ในการออกแบบการแก้ไขปัญหา/ปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมของมนุษย์ยุคปัจจุบันซึ่งเราก็ควรทำในประเทศของเรา จึงไม่ควรส่งเสริมเฉพาะระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมหรือตลาดเสรีที่เน้นการทำให้ถูกอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนทางการค้ามากเกินไป ควรส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานกับเศรษฐกิจแบบชุมชนหรือระบบสหกรณ์, แบบให้มีกิจการ, กรรมสิทธิ์บางอย่างเป็นของส่วนรวมเพื่อประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวม ไม่เน้นการหาผลกำไรของเอกชน จะทำให้มนุษย์สมัยใหม่ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง, ความเครียด แปลกแยกลดลง และมีความสุขมากกว่าระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันทำงานหาเงินเพื่อการบริโภคมากเกินไป