ผมคิดว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงสับสนกับชื่อเรื่องในวันนี้พอสมควร เจตนาไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดอะไร
เพราะได้คิดพิจารณาแล้วว่า เป็นความตั้งใจที่จะสื่อถึง กระบวนการคัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้านี้ โดยเปรียบเทียบกับ การได้มาซึ่ง “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” ที่เห็นหน้าค่าตากันไปแล้วว่าใครบ้างคือบุคคลที่ “คสช.” ให้ความไว้วางใจ
ต้องยอมรับว่าเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ บุคคลที่มีรายชื่อ 200 ท่าน ให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อประมวลเสียงส่วนใหญ่ที่ได้พบปะพูดคุยสนทนากันในชีวิตประจำวันแล้ว มี “เสียงชมเชย” มาก ในแง่ “ความเหมาะสมทางด้านคุณสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล” ทั้งเรื่องประสบการณ์และการยอมรับในสังคม นั่นคือ “ตัวแบบของ สนช.” ที่อาจมีสถานะเหมือน “สภาพี่เลี้ยง หรือ สภาผู้ทรงคุณวุฒิ” ที่คอยคานอำนาจและกำกับดูแล “สภาล่าง หรือ สภาผู้แทนราษฎร” ในอนาคตเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ ซึ่งที่มาของคนส่วนใหญ่จะเป็นไปตามคุณสมบัติที่กล่าวถึงข้างต้น รวมทั้งอาจสามารถดึงเอา “ข้าราชประจำ” ซึ่งเห็นว่าเหมาะสม เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ การออกกฎหมาย รวมถึงการกำกับดูแลในเชิง “คานอำนาจ” กับ สภาผู้แทนราษฎรที่อาจมีหลายคนเชื่อกันว่า อาจมีคนจำพวก “สีเทาๆ” ปะปนมากับผู้แทนปวงชนอื่นๆ
ต้องยอมรับว่า กระบวนการต่างๆ คราวนี้ทาง คสช. ใช้ความพิถีพิถันในการคัดกรองบุคคลต่างๆ และมีบุคคลหลังเกษียณอายุราชการจำนวนมากเข้ามาทำหน้าที่ สนช. เพราะอาจเคยมีบทเรียนในสมัย “คมช.” เมื่อหลายปีก่อน ที่มีเสียงติฉินนินทากันอยู่บ้างว่า องค์ประชุมไม่ค่อยครบหรือมาประชุมกันน้อย การได้คนในวัยอาวุโสที่ยังสามารถทำงานได้ น่าจะมีเวลาและความทุ่มเทกับงานนิติบัญญัติได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่า สนช. มีที่มาจากการคัดเลือกโดยยึดโยงกับ “ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความรู้จักใกล้ชิดสนิทสนมและความไว้วางใจจากบุคคลผู้มีอำนาจหลายฝ่ายในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นสำคัญ” ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคม “รับได้ และ เข้าใจ” แต่สำหรับสภาถัดไปที่กำลังจะมีการจัดตั้งขึ้นในไม่ช้า คือ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ที่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนวิชาชีพรวมทั้งตัวแทนจังหวัดต่างๆ มาเข้าร่วมกันเป็นจำนวน 250 คน นั้น "สังคมกำลังจับตามอง" แม้ว่าจะมีข่าวลือกระเส็นกระสายในสื่อสังคม โซเชียลมีเดีย และการสนทนาซุบซิบนินทากันในสังคม ซึ่งอาจไม่มีมูลความจริงใดๆ
ตรงนี้ คือ ที่มาของหัวเรื่องที่ว่า “สปช. ต้องให้ได้อย่าง สนช. แต่ไม่เหมือน สนช.” เพราะที่ว่าให้ได้อย่าง สนช. นั้นมีอะไรบ้าง ดังได้เห็น “สิ่งที่ปรากฏในทางบวก อาทิ คุณสมบัติเฉพาะตัวของ คณะ สนช. ส่วนใหญ่ที่สังคมไม่มีข้อกังขาใดๆ” แต่สำหรับ “สปช. ต้อง ไม่เหมือน กับ สนช.” ก็ตรงที่ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” จะต้องคัดสรรให้ได้ของดี ของแท้ และ แยกแยะความเป็นพรรคเป็นพวกออกไปในเวลานี้ การที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคประกาศก้องคล้ายเป็น “สัตยาบันสาธารณะ” ที่จะไม่ส่งบุคคลลงชิงตำแหน่งใดๆ ใน สปช. นั้น ส่วนตัว ถือเป็นเรื่องน่ายกย่องในความเสียสละ และการมีเจตนารมณ์ที่จะเปิดทางให้ผู้มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมุ่งหวัง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” เพื่อคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ
ทำให้การได้มาซึ่งบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งใน สภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันให้มากที่สุด โดย คสช. ต้องไม่ใส่ใจกับข้อมูลทั้งที่บ่าท้นกันเข้ามาสู่ คสช. หรือ ในส่วนที่การทหารมีอยู่ หรือเชื่อว่า “เป็นข่าวที่กรองแล้ว” ซึ่งข้อมูลจำนวนมาก มีทั้งการกล่าวหา ป้ายสี นินทาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต่อบุคคลต่างๆ ซึ่งในสังคมทุกองค์กรจะต้องพบเห็นเรื่องดังกล่าวอยู่เป็นธรรมชาติ “ซึ่งจริงๆ แล้ว การซักถามข้อมูลต่างๆ จะต้องให้ได้ดุล และไม่ควรให้น้ำหนักกับคนในองค์กรที่บุคคลซึ่งอาจได้รับการแต่งตั้งนั้น สังกัดอยู่ เพราะถือว่า ผู้ให้ข้อมูลย่อมมีส่วนได้ส่วนเสีย” ไม่อยากให้ คสช. ปักใจเชื่อกับ “การนินทาว่าร้ายของคนในองค์กรต่างๆ” มากไปกว่า ผลงานที่ผ่านมา ซึ่งเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัด เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงได้ดียิ่งกว่า และบ่งบอกถึงตัวตนของบุคคลเหล่านั้นได้ว่า มีความคิดหรือพฤตินิสัยส่วนตัวไปในทิศทางใด ประการสำคัญ การกำหนดบุคคลบางส่วนในองคาพยพที่สำคัญ เช่น คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายเพราะทราบดีว่ามีความจำเป็น แต่สำหรับตัว “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ” อยากให้การแข่งขันของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นไปด้วยระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ และแข่งขันอย่างเสรี ตอบคำถามของสังคมและเป็นที่ยอมรับของสังคมได้
“คสช.” จะต้อง “หนักแน่น ไม่หวั่นไหวไปกับเสียงนินทาว่าร้ายต่างๆ ทั้งต่อตัว คสช. เอง และ ต่อ บุคคลที่ คสช ได้พิจารณาด้วยระบบที่เป็นธรรม (merit system)” แล้วว่า มีความรู้ ความสามารถ เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจสำคัญเพื่อชาติบ้านเมืองในครั้งนี้ รับรองได้ว่า ถ้าทำได้ดังคำแนะนำ เมื่อประกาศรายชื่อ สมาชิก สปช. ออกมา สังคมจะมีแต่ยกย่องสรรเสริญในเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของ คสช.






