วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทางเลือก - ทางตัน ของไฟฟ้าไทย

ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่ทุกคนต้องการใช้อยู่เสมอ คนที่ไม่เคยมีไฟฟ้าใช้เลยก็อยากเห็นสายไฟฟ้าต่อเชื่อมเข้าบ้านตัวเอง

ใครที่มีใช้อยู่แล้วก็อยากใช้มากขึ้น เพราะอะไร? ก็เพราะไฟฟ้าเป็นพลังงานที่ใช้ได้อย่างสะดวกและหลากหลายที่สุดเสียบปลั๊กปุ๊บก็ได้ใช้ไฟฟ้าปั๊บใช้ได้กับเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมายหลายชนิดและใช้ได้ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจึงมีสัดส่วนสูงขึ้นมาโดยตลอดเทียบกับการใช้พลังงานชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มจาก 15% เป็น 22% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ

คนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าปีหนึ่งๆ เป็นหลายแสนล้านบาทเช่นในปี 2555 ใช้จ่ายถึงกว่า 500,000 ล้านบาท ประเทศไทยใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเกือบทุกปี เพราะเมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะใช้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ศูนย์การค้าเปิดมากขึ้นก็ใช้ไฟฟ้าในการให้แสงสว่างและเปิดแอร์มากขึ้น โรงงานผลิตมากขึ้นทำให้ต้องใช้เครื่องยนต์เครื่องจักรที่อาศัยไฟฟ้ามากขึ้นด้วย

ใช้มากขึ้นก็ต้องผลิตมากขึ้นด้วย ซึ่งก็หมายความว่าต้องมีโรงไฟฟ้ามากขึ้น ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าขนาด 1,000 MW หนึ่งโรงเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น ถ้าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงก็ต้องใช้เงินค่าก่อสร้างปีละตกประมาณ 3 ถึง 4 หมื่นล้านบาท เงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าว่ามากแล้ว แต่เงินที่ต้องใช้ในการซื้อเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้ายิ่งมากกว่าอีก ในปัจจุบันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดคือก๊าซธรรมชาติหากเราคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายกันทุกวันนี้ จะพบว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของต้นทุนคือค่าเชื้อเพลิงซึ่งเป็นจำนวนเงินมากถึงร้อยละ 70 ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด เพราะฉะนั้น ค่าไฟฟ้าจึงขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ในกรณีของไทยเชื้อเพลิงนี้ก็คือก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามาจากที่ไหนบ้าง? ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยแต่ก็มีไม่พอใช้ จึงต้องเสริมด้วยก๊าซจากพม่า และต่อมาไทยก็ต้องซื้อ LNG จากประเทศกาตาร์ในตะวันออกกลาง โดยขนส่งด้วยเรือตู้เย็นข้ามน้ำข้ามทะเลมาในรูปของของเหลว LNG ที่ประเทศไทยซื้อมามีราคาสูงมาก คือสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทยถึงเกือบ 2 เท่าตัว

ที่น่าเป็นห่วงคือด้วยปริมาณสำรองที่ลดลงทุกวัน จึงคาดกันว่าปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะเริ่มลดลงใน 7 ปีข้างหน้าในขณะที่ความต้องการใช้จะยังคงเพิ่มขึ้นอีกต่อไป ไทยจึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปของ LNG ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นด้วย คาดว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากประเทศไทยต้องหันไปใช้ LNG ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้า ก็อาจทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าปกติประมาณร้อยละ 30 คือจะสูงขึ้นจากปัจจุบันหน่วยละ 4 บาทเป็นเกือบ 6 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า (เทียบกับ 4.80 บาทในกรณีปกติ) การใช้ LNG มากขึ้นนอกจากจะทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้ค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย จนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้

ทำอย่างไรจึงจะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศลงไปได้บ้าง ทางเลือกของเรามีไม่มาก

ทางเลือกแรก คือการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอ่าวไทยซึ่งน่าจะยังมีก๊าซธรรมชาติเหลืออยู่บ้าง จะทำได้ก็ด้วยการสำรวจและค้นพบปริมาณสำรองมากขึ้น ดังนั้นจึงมีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 อย่ามัวทะเลาะถกเถียงกันว่าระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันการผลิตอันไหนดีกว่ากัน จะเอาระบบอะไรก็รีบทำเสีย เพราะยิ่งช้าก็ยิ่งสูญเสียโอกาสในการพัฒนาพลังงาน นอกจากนั้นไทยยังมีพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาในอ่าวไทยซึ่งมีศักยภาพเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมสำคัญ เห็นหัวหน้า ค.ส.ช. กับนายพลของกัมพูชาจับมือกันอย่างชื่นมื่นเมื่อวันก่อนแล้ว ก็อยากให้ 2 ประเทศเจรจาตกลงแบ่งปันพื้นที่ทับซ้อนนี้ให้สำเร็จได้โดยเร็วไว ถ้ามีก๊าซธรรมชาติจริงก็อาจจะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าของไทยได้อีกหนึ่งแหล่ง เราจะได้ไม่ต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศมามากจนเกินไป

ทางเลือกที่ 2 คือการเพิ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ ที่ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงที่วางแผนไว้คือถ่านหิน พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียน แต่เชื้อเพลิงเหล่านี้ล้วนมีอุปสรรคทั้งสิ้นโรงไฟฟ้าถ่านหินมีแรงต่อต้านเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากสาธารณชนเพราะปัญหาความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเกิดอุบัติเหตุต้องแก้ไขกันไม่จบสิ้นจนถึงทุกวันนี้

พลังงานหมุนเวียนดูจะมีแววมากที่สุดเพราะสะอาดและหลายอย่างใช้วัตถุดิบในประเทศ เรายังมีแกลบ กากอ้อย เศษไม้ มูลสัตว์และขยะที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ และเรามีพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย แต่ข้อจำกัดของเชื้อเพลิงเหล่านี้คือเงินลงทุนที่ยังสูงอยู่ อีกทั้งวัตถุดิบบางอย่างก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจายและไม่สม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงเหล่านี้ยังแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) บางอย่างก็ผลิตได้เฉพาะบางช่วงบางเวลาและไม่แน่นอน (เช่น ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนแดดออก และมีลมพัด)

อย่างไรก็ตาม เรายังมีความหวังว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลงและแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอนาคต ตัวอย่างเช่นหากเงินลงทุนติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านลดลงเป็นวัตต์ละ 60 บาทได้เมื่อใดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็จะลดลงไปถึง 4.50 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ประเภทบ้านขนาดกลางจ่ายอยู่ในปัจจุบัน

ทางเลือกสุดท้าย คือการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านในปริมาณที่มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อนในลาว แต่ก็จะมีจากเขื่อนในพม่าสมทบมาอีกด้วย ปริมาณไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศตามแผนจะเพิ่มจากประมาณร้อยละ 5 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศในปัจจุบันขึ้นไปเป็นร้อยละ 12 ในปี 2573 ข้อจำกัดของทางเลือกนี้ก็คือ การพึ่งพาไฟฟ้าจากประเทศอื่นในอัตราสูงๆ อาจทำให้ความเสี่ยงด้านพลังงานของไทยมีมากจนเกินไป วันดีคืนดีเขาอาจจะไม่ขายไฟฟ้าให้เราตามที่เราต้องการก็ได้

ความจริงยังมีอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งคนไทยทุกคนทำได้เลยคือ การช่วยกันประหยัดไฟฟ้า ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทางเลือกนี้นอกจากจะช่วยให้ประเทศชาติประหยัดทรัพยากรและเงินตราต่างประเทศแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกด้วยนะครับ