โครงสร้างของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 200 คน ไม่ว่าจะแบ่งสัดส่วนเป็นทหาร, พลเรือน, นักวิชาการ, นักธุรกิจ
และตัวแทนวิชาชีพอย่างไร ก็ต้องสรุปว่าเป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่เฉพาะกิจเฉพาะกาล ไม่ได้เป็น “ตัวแทนผลประโยชน์ประชาชน” หลากหลายครบถ้วนแต่อย่างไร
ใครเคยคาดหวังว่า สนช.จะสะท้อนถึงคนไทยทุกสาขาวิชาชีพ และจะออกกฎหมายที่จะปฏิรูปประเทศชาติได้อย่างแท้จริงก็ต้องผิดหวัง เพราะเป้าหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หากแต่ต้องการจะขับเคลื่อนให้มีการตั้งนายกรัฐมนตรี และออกกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ประเทศกลับไปสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เคียงคู่กับการสภาปฏิรูปที่จะเป็นกลไกของการปฏิรูป 11 ด้านตามที่ คสช. ได้วางเอาไว้
เป็นที่มาของคำว่าต้องทำ “ไม่ให้เสียของ” ของคนใกล้ชิด คสช. ซึ่งเท่ากับเป็นการรับปากรับคำกับประชาชนว่าแม้จะต้อง “หยุดพักซ่อมแซม” กระบวนการประชาธิปไตยชั่วคราว แต่ผู้รับผิดชอบก็ตระหนักในความรับผิดชอบที่จะต้องทำในสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นในการออกกฎหมาย, ผลักดันให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความไม่ชอบมาพากล, และนำพาประเทศไปในทิศทางที่ควรจะเป็น
คสช. บอกว่ามีร่างกฎหมาย 43 ฉบับที่รอเข้า สนช. เพื่อให้สามารถเดินหน้าทำให้การบริหารประเทศชาติกลับมาสู่ภาวะปกติ หรือแก้ไขในความบกพร่องที่มีมาแต่ก่อนเก่า
มองในแง่ของคนที่สนับสนุน ก็จะบอกว่า สนช.ชุดนี้จะมีความเป็นเอกภาพ มองอะไรไปทิศทางเดียวกัน สามารถออกกฎหมายที่จำเป็นสำหรับบ้านเมืองโดยไม่มีผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเป็นปัจจัยที่ทำให้สิ่งที่ควรทำไม่สามารถทำได้
มองแง่ลบ การที่สมาชิก สนช. มาจากการคัดสรรของคนใน คสช. ก็เท่ากับเป็นคนกลุ่มที่จะใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ และไม่มีอะไรรับรองได้ว่าท่านเหล่านี้จะนิยามคำว่า “ผลประโยชน์ของปวงชน” เหมือนกัน หรือมีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอ ที่จะช่วยกันออกกฎหมายที่นักการเมืองไม่กล้าหรือไม่ ต้องการจะออกเพราะกระทบผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
มองในแง่บวก สนช. ชุดนี้อยู่ชั่วคราว เป็นที่จับจ้องของประชาชน ไม่ใช่นักเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องเอาใจเสียงของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ จึงควรจะต้องสามารถใช้วิจารณญาณที่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
มองแง่ลบ คนที่มาเป็นสมาชิก สนช. ไม่ได้สัมผัสกับคนไทยกลุ่มต่าง ๆ เพียงพอที่จะรู้ซึ้งถึงความต้องการของคนในชาติว่าควรต้องตั้งวาระนิติบัญญัติแห่งชาติอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับความเป็นไปของบ้านเมืองทั้งวันนี้และวันหน้า
มองในแง่บวก สภาฯ เฉพาะกิจเช่นนี้สามารถทำให้เกิดเรื่องที่ภาวะปกติเกิดไม่ได้
มองแง่ลบ พวกเขาก็อาจจะเป็นเพียง “สภาตรายาง” ของ คสช. เท่านั้น
แต่เมื่อเกิด สนช.ขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องพิสูจน์สำหรับสมาชิกทุกท่านก็คือ การแสดงให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสว่า ท่านจะทำหน้าที่โดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลที่ไม่ถูกต้อง และจะไม่ยอมให้กฎหมายที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมถูก “สอดไส้” เข้ามาในกระบวนการพิจารณาที่ไม่มี “ฝ่ายค้าน” อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ไม่ว่าในท้ายที่สุด สนช. ชุดนี้จะมีอายุยาวนานเพียงใด ก็จะต้องจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ท่านมาทำงานในจังหวะที่บ้านเมืองต้องการการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและจริงจัง
และต้องตระหนักว่า สนช.ชุดนี้ไม่มีดุลถ่วงและไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เรียกว่า checks and balances ในตัวกฎหมาย
จะมีก็แต่สังคมไทยในภาพรวมที่จะคอยจับตาและประเมินการทำงานอย่างใกล้ชิดและถี่ถ้วน ไม่ว่าท่านจะได้ยินเสียงวิเคราะห์, วิพากษ์วิจารณ์, ชื่นชม, ตำหนิ หรือเสนอความเห็นเสริมและค้านอย่างเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม
ยิ่งเมื่อมีอำนาจมาก ก็ต้องยิ่งฟังกระแสเสียงของคนข้างนอกมาก เพราะอำนาจที่ไม่สนใจความเห็นประชาชน ย่อมไม่อาจอยู่ยั่งยืนหรืออยู่สุขได้
บางทีสิ่งแรกที่ สนช.ชุดนี้ควรทำก็คือวางกลไกที่จะ “ฟังเสียงประชาชน” อย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าทำเพื่อ “สาธารณประโยชน์” ที่แท้จริง









