วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองเมียง เมียนมาร์

พักนี้คุยกับวงไหนก็มีแต่คนตั้งประเด็นการขยายธุรกิจไปเมียนมาร์ ทั้งที่เป็นการไปลงทุนและที่ส่งสินค้าไปขาย

ด้วยความไม่คุ้นเคยบวกการเพิ่งเปิดประเทศจึงทำให้มีคนไทยจำนวนมากหลั่งไหลไปท่องเที่ยวบวกดูลู่ทางตลาดในเมียนมาร์ คุณน้องที่สนิทสนมและเพิ่งโยกย้ายไปอยู่สำนักงานย่างกุ้งเล่าว่าได้รับการติดต่อจากเพื่อนฝูงเป็นระยะๆ บางคนอยู่ กทม.แทบไม่ได้เจอกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ไปมักยังไม่มีภาพชัดเจนว่าอยากไปสำรวจดูอะไร และการไปแบบกว้างๆ อาจไม่ช่วยเท่าไรเพราะทุกอย่างในเมียนมาร์ยังกระจายตัวกันอยู่

เมื่อต้นเดือนดิฉันเป็นหนึ่งในผู้บินสู่เมียนมาร์เพื่อไปเรียนรู้สถานการณ์ตลาด โดยเจาะไปที่ธุรกิจการศึกษาระดับอาชีวะ ที่หากประเมินจากการเติบโตเศรษฐกิจและความต้องการจ้างงานน่าจะเป็นบริเวณที่ได้รับความสนใจ และก็จริงอย่างคาด คณะของเราได้รับความร่วมมือและความสนใจอย่างยิ่งจากภาครัฐและเอกชนในเมียนมาร์ นอกจากข้อมูลธุรกิจแล้วยังได้ข้อคิดเพื่อมาเล่าสู่กันฟังเป็นประโยชน์กับคนที่คิดทำธุรกิจข้ามชาติ

ประการแรก เมียนมาร์กำลังอยู่ในยุคการแสวงหา ท่ามกลางโอกาสในตลาดโลกที่เปิดกว้างกับการเพิ่งเปิดประเทศจึงทำให้ทุกอย่างที่เข้ามาดูเป็นสิ่งแปลกใหม่ เมื่อมีโอกาสได้หารือกับหน่วยงานในเมียนมาร์จึงพบว่าส่วนใหญ่แสดงความสนใจในการเรียนรู้ข้อมูล และเมื่อถามถึงโอกาสความเป็นไปได้ตามแนวคิดต่างๆ ที่ได้พูดคุยกัน ต่างก็บอกให้ลองส่งเข้ามาเพื่อเขาจะได้นำไปประกอบการวางแผนและตัดสินใจ โดยเฉพาะช่วงนี้มีงานหลายโครงการที่ภาครัฐและเอกชนกำลังผนึกกำลังเพื่อร่างนโยบาย

ข้อที่น่าชื่นชมคือการที่กลุ่มผู้บริหารเขาบอกว่าจะมุ่งไปแบบยั่งยืน (Sustainability) มากกว่าการตวงประโยชน์มากสุดเร็วสุดตามแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคอดีต เขาบอกว่าเขาอาศัยการเรียนรู้ความสำเร็จ-ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน และไทยเป็นหนึ่งในนั้น พูดได้ชัดและตรงดี!

ประการถัดมา คนที่อยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูจะเป็นคนมีความสามารถอย่างแท้จริง ประเมินจากที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็น แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่หลายสิ่งที่เขาเอ่ยมาสะท้อนถึงการมีคลังข้อมูลและติดตามสถานการณ์มาแล้ว เมื่อมีการแสดงความคิดกับข้อมูลใหม่ๆ ก็สามารถวิเคราะห์ประเด็น กำหนดทิศทางที่สนใจได้ ทำให้การพูดคุยได้ประโยชน์เป็นสาระ ทีมสนับสนุนก็มีความสามารถไม่ได้เข้ามาเป็นเพียงไม้ประดับ แต่เมื่อถูกซักถามก็พร้อมตอบ และให้ข้อมูลเสริม แม้กลุ่มตัวอย่างที่พบจะมีแค่ไม่กี่คน แต่ก็น่าคิดเพราะเป็นกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมเมียนมาร์

อีกประเด็นคือเรื่องการศึกษาวิจัยเพื่อประกอบการวางแผนพัฒนา พบว่าเมียนมาร์ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานไม่แสวงหากำไร (Non-profit Organization) ระดับสากล เช่น Asian Development Bank (ADB) ธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงสมาคมผู้ค้าของประเทศต่างๆ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ โดยได้ตั้งงบประมาณและทีมศึกษาข้อมูล พร้อมตอนจบที่เป็นข้อเสนอแนะต่างๆ จะมากจะน้อย ข้อเสนอเหล่านี้ก็คงมีผลต่อมุมมองการตัดสินใจอยู่บ้าง มองอีกแง่ก็นับเป็นวิธีการขยายตัวเข้าสู่ตลาดที่น่าสนใจ หลักการนี้ถูกใช้กันมานานโดยเฉพาะกับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่พบว่านอกจากการทำงานในเชิงการค้าไปตามวิถีปรกติ ยังมีประเด็นเชิงนโยบายประเทศที่ต้องบริหารไปพร้อมกัน

สลับจากฝั่งบริหารมาดูฝั่งตลาดและผู้คนบ้าง จากการเดินดูตลาด ศูนย์การค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้เห็นว่าระดับความก้าวล้ำในการบริโภคยังอยู่ห่างจากบ้านเรา ของกินของใช้จำนวนมากยังเป็นที่มาจากในประเทศด้วยคุณภาพระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีมาตรฐานควบคุม ประกอบกับผู้บริโภคยังไม่ต้องการอะไรซับซ้อน ของจากไทยจัดเป็นสินค้าดี แต่ช่องทางเข้าและกระจายตัวในตลาดยังมีความจำกัด เหล่านี้ทำให้งานการตลาดยังไม่เป็นที่รู้จักและเข้าใจกันเท่าไร ส่วนใหญ่โอกาสมาจากความสามารถผลิตและนำออกขายได้ก็นับเป็นอันโอเค

เรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ยิ่งห่าง ด้วยความที่หลายเรื่องยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ แม้จะมีแนวโน้มเปิดกว้างมากขึ้น บวกกับเครื่องมือสื่อสารก็ยังไม่สะดวกเท่าไร โทรศัพท์มือถือมีความต้องการใช้สูงโด่ง ขัดกับจำนวนเบอร์และซิมที่มีขายอยู่น้อย ทำให้ราคาซิมแพงมหันต์ หลายคนมีเครื่องแต่ไม่มีซิมโดยเอาไว้ใช้กับ wifi ที่ก็ยังไม่ค่อยเสถียร คล้ายเรื่องไฟฟ้าที่ดับเป็นเรื่องปรกติ เฉพาะที่ไปประชุมพบแทบทุกนัดที่นั่งๆ อยู่มีไฟดับ แต่ส่วนใหญ่แต่ละที่มักมีเครื่องปั่นไฟของตัวเองไว้อย่างน้อยช่วยไม่ให้ข้อมูลสูญหาย

ถอยห่างออกมาดูภาพรวมของสังคมวัฒนธรรมดูบ้างเพื่อประกอบการทำความเข้าใจตลาดและผู้บริโภค คนเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังยึดถือขนบธรรมเนียมและวิถีปฏิบัติโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ วันสำคัญจะพบคนจำนวนมากเข้าวัด ผู้คนเชื่อเรื่องบุญ-บาป ขนาดที่เมื่อน้องร่วมทีมเกิดทำกระเป๋าสตางค์หาย ไกด์บอกไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็ได้คืน และก็ได้คืนจริง เขาว่าลักขโมยเป็นบาป แต่น้องคนไทยที่นู่นเสริมว่ายังมีอีกเหตุผลคือ ความเข้มข้นของบทลงโทษที่ทำเอาคนขยาดไม่อยากถูกตำรวจจับ ถึงขนาดที่ว่าถ้ามีเหตุเฉี่ยวชนกันบนท้องถนน ต่างฝ่ายจะรีบตกลงกันอย่างรวดเร็วแล้วแยกย้ายเพราะกลัวตำรวจจะมาถึง

ด้านความสัมพันธ์ พบการนับถือผู้มีอำนาจยังปรากฏอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคนในเครื่องแบบรวมไปถึงครอบครัวหลังบ้าน จนทำให้พบอาการแสดงสิทธิ์ของ VIP ตามที่ต่างๆ ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชาย แม้จะพบผู้ร่วมทีมจำนวนมากเป็นผู้หญิงและดูกระตือรือร้นดี โดยเฉพาะที่เห็นในวงการศึกษา มีคนสำเร็จระดับปริญญาเอกที่เป็นผู้หญิงอยู่หลายคน

สุดท้ายลืมไม่ได้คือทัศนคติต่อคนไทยและประเทศไทย ที่เป็นไปในทางบวกจนน่าปลื้มใจ กล่าวคือคนเมียนมาร์รู้สึกว่าเราเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ต่อกันมาเนิ่นนาน และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นศัตรูตามที่หลายคนในบ้านเราเข้าใจเอาจากประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดกันมา คนเมียนมาร์ให้ความไว้วางใจคนไทยอยู่สูง ถึงขนาดออกปากว่า ถ้าเลือกได้ในบางโครงการจะเลือกสร้างความร่วมมือกับคนไทยมากกว่าประเทศตะวันตกหรือที่พัฒนาแล้ว อีกเหตุผลเนื่องจากเห็นว่าน่าจะอยู่ในวิสัยที่ปรับตัวเข้าหาได้ง่ายกว่าและไม่ห่างจากสภาพที่เป็นจนเกินไป

สรุปแล้วเมียนมาร์เป็นประเทศและตลาดการค้าการลงทุนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ใช่แค่พี่ไทยเท่านั้นที่เห็นในศักยภาพ ฉะนั้นจะทำอะไรก็ให้ว่อง อย่ามัวแต่เมียงแต่มองอยู่ละกัน