วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาครัฐกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้กำหนดกรอบนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในกรอบระยะเวลา 7 ปี

ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2562 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้หลุดจากประเทศระดับรายได้ปานกลาง โดยคสช.ประการนโยบายออกมา 4 ประการ และหนึ่งในสามประการนั้นคือการส่งเสริมการลงทุนในกิจการของเอสเอ็มอี ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญ โดยยกเรื่องการส่งเสริมเอสเอ็มอีขึ้นเป็นวาระแห่งชาติเลยทีเดียว

สำหรับนโยบายอีก 3 ประการที่คสช.ประกาศเป็นกรอบการส่งเสริมการลงทุนคือ การส่งเสริมการลงทุนที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจในระยะยาว การส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และนโยบายที่สามคือการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และประการที่สี่คือการลดการงดเว้นภาษีเงินได้ให้น้อยลง

จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อเดือนมิ.ย.2557 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนคนทำงานทั้งสิ้น 38.38 ล้านคน โดยแยกคร่าวๆ ได้เป็นคนทำงานในภาคเกษตร 13.60 ล้านคน และนอกเหนือภาคเกษตรจำนวน 24.8 ล้านคน และหากเรามาดูจากตัวเลขของเอสเอ็มอีในตารางจะพบว่าการจ้างงานในระยะเวลาใกล้เคียงกันมีตัวเลขถึงประมาณ 11.4 ล้านคน

หากจะดูตัวเลขการจ้างงานอย่างเดียวก็จะเห็นความสำคัญของเอสเอ็มอีแล้ว แต่ที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คือไม่อยากให้การประกาศให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติกลายเป็นไฟไหม้ฟาง ที่ประกาศแล้ว สักพักเอสเอ็มอีไทยกลับไปเผชิญชะตากรรมเหมือนเดิม

ปัญหาของเอสเอ็มอีที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการขาดแหล่งเงินทุน ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลควรตั้งกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่ไม่ยึดติดกับระเบียบราชการ จะหวังพึ่งธนาคารเอสเอ็มอีฯก็ลำบาก เพราะผู้บริหารเองมักติดกับดักนักการเมือง มีการเล่นเส้นเล่นสายในหมู่พวกพ้องของนักการเมือง

ในเมื่อคสช.จะมีนโยบายประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น 5 แห่งแรกในประเทศไทยแล้ว ก็ควรสนับสนุนให้เอสเอ็มอีรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อไปจัดตั้งแหล่งรวบรวมและกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทราบมาว่าคสช.มีนโยบายให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอด้วย หากเป็นไปได้ควรกำหนดยุทธศาสตร์ย้ายฐานการผลิตของเอสเอ็มอีไปอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นใช้การได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเป็นตัวแข่งขันกับต้นทุนด้านแรงงานที่ต่ำกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน

มีแนวความคิดที่เสนอให้มีการจัดตั้งกระทรวงเอสเอ็มอีในประเทศไทย ซึ่งทั้งประเทศมาเลเซียและออสเตรเลียก็มีกระทรวงเอสเอ็มอีเช่นเดียวกันเพื่อมาดูแลกิจการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ แต่ผมออกจะไม่เห็นด้วยเพราะจะตกปัญหาเดิมคือแค่มีตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มอีกหนึ่งคนเท่านั้น

สำหรับการขยายตลาดเอสเอ็มอีไปต่างประเทศ รัฐบาลโดยกองทุนส่งเสริมควรทำเหมือนกองทุน Economic Development ของสิงคโปร์และออสเตรเลียที่ออกเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีของตนเดินทางออกไปเปิดตลาด ทำวิจัยการตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอีของออสเตรเลียช่วยเหลือเงินแก่เอสเอ็มอีครึ่งหนึ่งในรายจ่ายที่เกิดจากการว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายในประเทศ เป้าหมายเพื่อแนะนำข้อกฎหมายในการไปลงทุน รวมทั้งการออกเงินค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่งในการไปทำการตลาด รายละเอียดการควบคุมต่างๆ มีอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือไม่มีการเลือกปฏิบัติรายใดรายหนึ่ง ไม่มีการใช้เส้นสายในการรับความช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด

สำหรับเอสเอ็มอีที่พอจะยืนได้แล้วบ้าง แต่ยังขาดแหล่งเงินในการขยายกิจการ เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีนโยบายที่จะจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์เอสเอ็มอี โดยเป็นตลาดรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาด MAI โดยมีแนวความคิดที่จะผ่อนปรนทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจาก 20 ล้านบาทสำหรับบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด MAI มาเป็นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำแค่ 10 ล้านบาท สำหรับบริษัทเอสเอ็มอีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอสเอ็มอีโดยอาจมียอดขายหมุนเวียนอยู่ในช่วง 200-300 ล้านบาทต่อปี แต่ทั้งนี้เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์เอสเอ็มอีที่ก.ล.ต.มีแนวนโยบายจัดตั้งขึ้นใหม่นี้เป็นตลาดทุนที่เปิดขายซื้อขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปบริษัทเอสเอ็มอีที่จะมาเข้าจดทะเบียนเพื่อนำหุ้นมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอสเอ็มอีที่จะตั้งใหม่นี้จะต้องมีระบบบัญชีตามระบบบัญชีมาตรฐานที่เชื่อถือได้และมีระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

ในประเด็นที่มีเอสเอ็มอีหลายรายที่เป็นธุรกิจครอบครัววิตกว่าหากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอสเอ็มอีแล้ว ตนจะสูญเสียความเป็นเจ้าของในกิจการก็ขอให้เบาใจได้เพราะจากการศึกษาของไพร้วอเตอร์เฮ้าส์ฯ เมื่อไม่นานมานี้พบว่า กว่าร้อยละ 50 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล้วนแต่เป็นธุรกิจครอบครัวทั้งนั้น

เอสเอ็มอีเองก็ใช่ว่าตัวเองจะไม่ต้องปรับตัวและคอยแต่ความช่วยเหลือภาครัฐเท่านั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์หรือสมาคมเพื่อเพิ่มอำนาจในการติดต่อกับภาครัฐและการติดต่อกับต่างประเทศ ควรมีการคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนโดยควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่ผลิตยังไงเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วก็ยังเป็นอย่างนั้น ควรมีการปรับปรุงการห่อสินค้าให้ดูทันสมัย

หากยอมรับความจริง จะเห็นว่ากิจการเอสเอ็มอีไทยขณะนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกในเรื่องการแข่งขัน จึงขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยอย่างจริงๆ จังๆ และต่อเนื่อง ตัวเลขการจ้างงานเกือบครึ่งหนึ่งของคนทำงานนอกเหนือภาคเกษตรทำงานอยู่ในกิจการเอสเอ็มอี จึงเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างยิ่งหากกิจการเอสเอ็มอีหลายรายต้องปิดกิจการไป

------------------------

หมายเหตุ : ผู้เขียนขึ้นทะเบียนเป็นทนายความในรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย