ฟุตบอลเยอรมนีกับมิติทางประวัติศาสตร์

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมชาติเยอรมนีในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4
คือการประกาศศักดาว่า ณ ชั่วโมงนี้ ทีมชาติเยอรมนีคือหมายเลขหนึ่งในโลกลูกหนังอย่างแท้จริง โดยไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ทฤษฎีสมคบคิดใดๆ หรือคำกล่าวอ้างว่าเป็นแชมป์แบบโชคช่วยได้เลย
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายๆ หน้าแล้ว จะเห็นได้ว่าฟุตบอลเป็นเกมกีฬาที่มีความสำคัญเชื่อมโยงกับชนชาติเยอรมันมาตั้งแต่ยุคของฮิตเลอร์เรื่อยมาจนถึงปีปัจจุบันที่ครบรอบ 100 ปี ของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดิบพอดี
ฮิตเลอร์คือผู้นำกองทัพนาซีอันระบือโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือผู้นำเยอรมนีที่พกพาแรงแค้นจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 มาจุดชนวนก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสร้างความเสียหายให้แก่มนุษยชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้
ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะขีดเขียนมากกว่าชั้นเชิงการเตะลูกหนัง แต่ฮิตเลอร์ก็รู้จักใช้ประโยชน์จากเกมฟุตบอลให้มากที่สุด เพื่อผลทางการเมืองและเพื่อตอบสนองความเชื่อที่ว่า คนเยอรมันซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชนชาติอารยันถือเป็นชนชาติที่มีอารยะสูงส่งเหนือกว่าชนชาติอื่นๆ ในปฐพี ดังนั้น เยอรมนีจึงต้องเป็นเลิศในทุกๆ ด้านรวมทั้งด้านเกมฟุตบอล
ฮิตเลอร์ต้องการให้เยอรมนีได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1938 ดังนั้น ภายหลังจากที่กองทัพนาซีสามารถยึดครองและผนวกออสเตรียได้แล้ว ก็สั่งยุบทีมชาติออสเตรีย (ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฮิตเลอร์) แล้วบังคับให้นักเตะของออสเตรียซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังยุโรปมาสวมใส่เสื้อ “อินทรีย์เหล็ก” เพื่อเป็น
หนทางลัดทำให้ทีมเยอรมนียิ่งใหญ่ได้ในทันทีทันใดแต่ความฝันของฮิตเลอร์ก็พังทลาย นอกจากจะไม่สามารถประกาศศักดาความเหนือชั้นกว่าได้แล้ว ทีมเยอรมันในยุคฮิตเลอร์ก็มีผลงานสถิติที่ย่ำแย่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองเบียร์ตราบเท่าถึงปัจจุบันนี้
ส่วนสำคัญหนึ่งก็ด้วยเหตุว่า ไม่มีนักเตะออสเตรียคนไหนยอมทุ่มเทหัวใจเล่นอย่างสุดฤทธิ์ บวกกับการถูกปฏิเสธจาก “โมสาร์ทแห่งลูกหนัง” นักเตะที่เก่งที่สุดของออสเตรียที่ไม่ยอมก้มหัวเล่นในนามของทีมเยอรมนี จนต้องถูกฆาตกรรมอย่างปริศนาอย่างน่าเศร้าใจเป็นที่สุด
ไม่มีใครรู้หรือคาดการณ์ได้เลยว่า หากเยอรมนีได้แชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1938 จนสร้างความปลาบปลื้มให้กับฮิตเลอร์แล้ว ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มต้นในปีถัดมาจะแตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ มากน้อยเพียงใด
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 เยอรมนีกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงครามที่บอบช้ำที่สุด ส่งผลทำให้ประเทศต้องถูกแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศคือเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในอีก 4 ปีต่อมา
กล่าวเฉพาะในส่วนของเยอรมนีตะวันตก ฟุตบอลกลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูภาพพจน์ของประเทศได้ เพราะเหตุนี้ เมื่อเยอรมนีตะวันตกเข้าร่วมแข่งฟุตบอลเป็นครั้งแรกในปี 1954 จึงมีแรงจูงใจมากกว่าประเทศอื่นๆ นักเตะแต่ละคนรับรู้ถึงภารกิจสำคัญที่จะต้องช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศผ่านทางเกมฟุตบอล
ไม่มีใครจะคาดคิดว่า เพียงแค่ระยะเวลาเพียง 9 ปีนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 และ 5 ปีหลังถูกแบ่งแยกประเทศ ชนชาติเยอรมันจะสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก ภายหลังจากที่เยอรมนีตะวันตกสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1954 ได้อย่างเหลือเชื่อเป็นความมหัศจรรย์ที่คนทั่วโลกต่างพากันทึ่ง คาดไม่ถึงว่าชนชาติเยอรมันจะมีพลังสามารถพลิกฟื้นกลับมายิ่งใหญ่ได้รวดเร็วขนาดนี้ แน่นอนที่สุดว่าไม่มีชาติไหนมหาอำนาจใดที่จะหวั่นวิตกกับตำแหน่งแชมป์ของเยอรมนี ตราบเท่าที่เป็นความยิ่งใหญ่เฉพาะในโลกลูกหนังเท่านั้น
อีก 20 ปีต่อมา เยอรมนีตะวันตกได้ก้าวข้ามความอัปยศขมขื่นในอดีตไปอีกก้าวใหญ่ เมื่อได้รับเลือกจากฟีฟ่าให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 1974 เป็นเครื่องยืนยันว่า ในที่สุดแล้ว โลกได้รับรองและคืนฐานะ “ปกติ” ให้แก่เยอรมนีตะวันตกเทียบเท่ากับนานาประเทศอื่นๆ ทั่วโลก (เหมือนเช่นกรณีที่แอฟริกาใต้ที่ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2010 ภายหลังยกเลิกนโยบายเหยียดผิว) และแน่นอนว่า เยอรมนีตะวันตกได้ใช้โอกาสนี้อย่างคุ้มค่าที่สุดด้วยการคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 2 ได้อย่างภาคภูมิใจ
การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ในปี 1990 ถือว่ามีความหมายทางจิตวิทยาอย่างมากไม่ยิ่งหย่อนไปการคว้าแชมป์ในสองสมัยแรก เพราะคนเยอรมันเพิ่งตื่นจากความฝันที่ได้เห็นกำแพงเบอร์ลินอันเป็นสัญลักษณ์แบ่งแยกเยอรมนีออกเป็นสองประเทศพังทลายลงมาในช่วงปลายปี 1989 การคว้าแชมป์ในครั้งนี้ เป็นเสมือนการเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่จะไม่มีคำว่า "เยอรมนีตะวันตก" และ “เยอรมนีตะวันออก” อีกต่อไป กล่าวสำหรับคนเยอรมันแล้ว การถูกแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศถือเป็นความขมขื่นที่สุดสำหรับชนชาติแห่งลุ่มแม่น้ำไรน์นี้
อีกสามเดือนต่อมาหลังจากคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 เยอรมนีก็รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว เป็นช่วงเวลาหนึ่งปีที่ชนชาติเยอรมันมีความสุขและความภาคภูมิใจเป็นที่สุดก็ว่าได้ ดังนั้น นับตั้งแต่การรวมเยอรมนีเป็นผลสำเร็จในเดือนตุลาคม 1990 เป็นต้นมา คนเยอรมันทั้งประเทศจึงเฝ้ารอวันที่นักเตะทีมชาติ
อินทรีเหล็กยุคใหม่ซึ่งหลอมรวมเอานักเตะจากทั้ง “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” มารวมเป็นทีมเยอรมนีหนึ่งเดียวจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้ง และถือเป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกแต่ละครั้งของชนชาติเยอรมันล้วนแต่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างมีนัยสำคัญตลอด
ทั้งนี้ ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 90 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเยอรมันจนถึงการคว้าแชมป์ในปี 1990 สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นชื่อที่ดูเหมือนถูกโฉลกกับเยอรมนีอย่างมีนัยสำคัญที่ควรต้องกล่าวถึง
นอกจากจะเป็นประเทศคู่เตะของเยอรมนีบ่อยครั้งมากที่สุด (50 แมทช์) แล้ว สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นประเทศแรกที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่เตะกับทีมชาติเยอรมันตะวันตกอย่างเป็นทางการในปี 1908 และเป็นชาติแรกที่ได้รับเชิญให้เตะนัดกระชับมิตรกับทีมชาติเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ในปี 1920) ต่อมา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 เยอรมนีถูกแบนถูกสั่งห้ามในเกือบทุกๆ ด้าน
จนกระทั่ง ในปี 1950 สวิตเซอร์แลนด์ได้สร้างบุญคุณทางการทูตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลายเป็นประเทศแรกหลังสงครามโลกที่เดินทางมาเตะกับทีมเยอรมนี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่เปิดแมทช์กับทีมชาติเยอรมันตะวันตกหลังการแบ่งแยกประเทศ เป็นคุณค่าทางการทูตที่ยากจะประเมินค่าได้ และไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไมต้องเป็นสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่งที่ถูกเลือกให้เป็นทีมคู่เตะกระชับมิตรกับทีมเยอรมนีหลังเหตุการณ์กำแพงเบอร์ลินพังทลายเพราะเหตุนี้ สวิตเซอร์แลนด์จึงกลายเป็นชื่อที่ผูกพันและถูกโฉลกกับเยอรมนีอย่างที่ไม่สามารถหากรณีของประเทศอื่นๆ มาเทียบเคียงได้เลย
ประการสำคัญที่ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของชื่อ “สวิตเซอร์แลนด์” ที่มีต่อประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองเบียร์ก็คือ เยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกในปี 1954 ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพ จนเกิดศัพท์คำว่า “มหัศจรรย์แห่งเบิร์น” เพราะฉะนั้นแล้ว หากเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นความบังเอิญ คนเยอรมันย่อมวาดหวังว่า “ความบังเอิญแห่งสวิตเซอร์แลนด์” จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังปี 1990
เยอรมนีเพียงพยายามในฟุตบอลโลก 1994,1998, 2002, 2006 และ 2010 จนเกือบจะสำเร็จ กระทั่งมาสมหวังที่บราซิลในปีนี้ ดูเหมือนว่า ทีมเยอรมนีจะถูกชะตากับหมายเลข 4 เอามากๆ (โดยไม่ต้องหวังพึ่งดวงสวิตเซอร์แลนด์ให้นำโชคอีกต่อไป) หลังจากที่เคยได้แชมป์ในปี 1954 และ 1974 (น่าเสียดายว่า หากเยอรมนีได้แชมป์สมัยที่ 3 ในปี 1994 แทนที่จะเป็นปี 1990 ก็จะทำให้หมายเลข 4 กลายเป็นหมายเลขนำโชคชัดเจนที่สุด แต่อย่างน้อยที่สุด ในฟุตบอลโลก 1990 เยอรมันตะวันตกถูกจัดเป็นทีมวางอันดับ 4 ตาม ranking ของฟีฟ่า) ดังนั้น การคว้าแชมป์สมัยที่ 4 ในปี 2014 ภายหลังเฝ้ารอมานานถึง 24 ปี จึงเป็นเหมือน “ของขวัญ” จากพระเจ้าที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับชนชาติเยอรมันทั้งประเทศ
ในขณะเดียวกันอาจกล่าวได้ว่าตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 คือผลผลิตที่แท้จริงของการสมานฉันท์แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวระหว่างคนเยอรมันภายหลังรวมประเทศมานานเกินสองทศวรรษ จนแทบจะไม่มีความเป็น “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” หลงเหลือค้างคาในใจอีกต่อไป
นอกจากนี้ ว่ากันว่า นักเตะเยอรมันแต่ละคนอาจจะรับรู้ถึงวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปี 2014 ไม่มากก็น้อยดังนั้น นักเตะอินทรีย์เหล็กย่อมวาดหวังและมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกจดจำชื่อเยอรมนีในฐานะแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 มากกว่าที่จะเห็นโลกรำลึกถึงวาระครบหนึ่งศตวรรษของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และแทนที่จะจดจำว่าเยอรมนีคือผู้ริเริ่มก่อสงครามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติไปตลอดกาล
ในที่สุดนักเตะทีมเยอรมนีก็สามารถทำได้สำเร็จ
*ขอเชิญร่วมงานเสวนาคุยมันๆ กับความสำเร็จของทีมชาติเยอรมัน ข้อเรียนรู้สำหรับสังคมไทยวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2557 เวลา 14.00-16.30 น. ที่สถาบันเกอเธ่ รายละเอียดคลิกดูเพิ่มเติมที่
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/pr-center/detail-pr.php?id=2945







