สองเดือนภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ยึดอำนาจการปกครอง มีผลงานที่คืบหน้าไปมากในหลายด้าน
ในขณะนี้ได้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวในการบริหารประเทศออกมาสำหรับการบริหารประเทศไปอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า ซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่สำคัญๆ คือ ในมาตรา 6 มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จำนวน 220 คนที่มีหน้าที่คล้ายคลึงกับสภาผู้แทนของประเทศเดิม มีหน้าที่ในการสรรหานายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และตราร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ มาตรา 28 คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน 250 คนในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้มีความก้าวหน้า และมาตรา 32 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2557 นี้จะกำหนดเส้นทางเดินของประเทศไทยในอีกหนึ่งปีข้างหน้า
ต้องยอมรับว่าผลงานของ คสช. ในรอบสองเดือนที่ผ่านมานั้นได้รับความชื่นชมจากประชาชนค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการทำงานด้วยความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะการคืนเงินค่าจำนำข้าวให้กับพี่น้องชาวนา การดูแลเรื่องค่าครองชีพที่ชะลอการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้มและค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดจนการดูแลให้เกิดความสงบในประเทศที่ในระยะเริ่มแรกจะมีการต่อต้านของคนบางกลุ่มที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ จนเข้าสู่ภาวะความสงบได้ ความสำเร็จหรือความรวดเร็วของการทำงานเกิดได้เนื่องจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จหรืออำนาจพิเศษภายใต้กฎอัยการศึกเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน
จึงน่าจะเป็นแบบอย่างอันดีสำหรับคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนกันยายนนี้ว่า การบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุด และขอให้มีการใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวม แม้ว่าจะเริ่มมีเสียงครหาว่าจะมีการแต่งตั้งนายทหารหรือพวกพ้องจำนวนมากในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐบาล หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ตาม
หากมีผลงานที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ท่านก็มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศและใช้อำนาจพิเศษที่ได้มาให้เกิดประโยชน์สูงสุขด้วยการสรรหาคนเก่ง คนดี มีความสามารถเข้ามาช่วยทำงาน เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพรรคการเมือง นักการเมืองจำนวนหนึ่งและจำนวนมากด้วย ได้เข้ามาบริหารประเทศเพื่อกอบโกยและเบียดบังผลประโยชน์เข้าตนเอง ทำให้เกียรติภูมิของประเทศเสื่อมถอยลงมาอย่างมากในเกือบทุกด้านในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา จนกระทั่งต้องเกิดเหตุการณ์รัฐประหารถึงสองครั้งในปี 2549 และ ปี 2557 ซึ่งเชื่อว่าหากไม่มีความจำเป็นจนถึงที่สุดแล้วทหารก็คงไม่อยากออกมาใช้กำลังยึดอำนาจ เพราะการยึดอำนาจการปกครองนั้นไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ แต่ที่ทหารต้องออกมาก็เพื่อปกป้องประชาชนไม่ให้ต้องมีการปะทะกันจนบาดเจ็บล้มตายด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง
การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลของมวลมหาประชาชนจำนวนนับสิบล้านคนในท้องถนน ช่วงระยะเวลาเกือบ 7 เดือน (31 ตุลาคม-22 พฤษภาคม) และเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ให้การสนับสนุน เป็นการชุมนุมที่มีคนจำนวนมากและระยะเวลายาวนานเป็นประวัติการณ์ ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่ถูกต้องชอบธรรม และต่อสู้กับอำนาจรัฐและอำนาจนอกระบบที่ใช้กำลังคนและอาวุธที่ไม่ชอบ เช่น เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันมาฆบูชาขณะที่ผู้ชุมนุมสวดมนต์ หรือการยิงระเบิด/ ยิงปืนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ เช่น สนามกีฬาราชมังคลาฯ หัวหมาก ที่ไม่สามารถจะจับเอาตัวผู้ดำเนินการ/ผู้บงการมาดำเนินคดีได้เลย จนกระทั่งคณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจึงได้มีความคืบหน้าในการจับกุมตัวผู้ดำเนินการได้รวมถึงการยึดอาวุธร้ายแรง ก็หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะคืนความเป็นธรรมให้กับสังคมนี้ว่าประเทศนี้ยังมีระบบนิติรัฐ นิติธรรม เป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้
ในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกละเลยและแทบถูกลืมไปเลย ทั้งที่เป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้เสียหายจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีการชุมนุมด้วยความสงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ แต่ถูกทำร้ายและทำลายชีวิตในช่วงการชุมนุมเรียกร้องดังกล่าว ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตรวม 18 ราย และผู้บาดเจ็บและพิการ 114 ราย (จากผู้บาดเจ็บรวมกว่า 800 ราย) มีเด็กกำพร้า 19 รายที่สูญเสียพ่อแม่ มีเพียง กปปส. ให้การดูแลช่วยเหลืออยู่ แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดกิจกรรมต่างๆ เงินกองทุน กปปส. สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวไม่เพียงพอและหมดลง สำหรับผู้สนใจจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้บาดเจ็บและเด็กพิการ สามารถเข้าดูข้อมูลและบริจาคเงินได้ที่ www.pdrc-fund.org ได้ค่ะ
หากเทียบกับการเยียวยาผู้บาดเจ็บล้มตายในช่วงการชุมนุมทางการเมืองในปี 2552/53 แล้ว ก็ควรจะมีมาตรการเยียวยาในมาตรฐานเดียวกัน หรืออย่างน้อยที่สุด คณะคสช. หรือรัฐบาลใหม่ควรพิจารณาให้การช่วยเหลือ/เยียวยาให้กับครอบครัวของผู้ได้รับความเสียหาย เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ คืนความสุขให้แก่ประชาชนตามปณิธาน ของ คสช. ที่ตั้งไว้






