วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงบนิ่งสู่อนาคต

นายแฟรงส์ คริงก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการใหญ่ดอยช์แบงก์ในไทย กล่าวเตือนในเวทีเสวนาเรื่อง

"ประเทศไทยนำหน้าในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในเออีซี" ว่า อย่าลืมทั่วโลกและประเทศต่างๆ ที่รายล้อมไทย รวมถึงอาเซียนที่กำลังกลายเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ต่างยกระดับตัวเอง ทุกประเทศต่างทำงานกันต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างชัดเจน พร้อมกับนำอักษร CIT มาเป็นเนื้อหาสาระอธิบายเพื่อเป็นกรอบงานให้ประเทศไทยพัฒนาปิดช่องโหว่เป็นจุดอ่อน ซึ่งมีอยู่ 6 ด้าน

เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาเป็นศูนย์กลางของเออีซีว่า สองเรื่องแรก ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้รู้ว่าไทย มีความสามารถในการแข่งขัน (Competition) ถัดมาเป็นเรื่องดำเนินการทุกเรื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทำได้แบบครอบคลุม (Inclusion) ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องการพัฒนานวัตกรรม (Innovation) ให้เกิดขึ้นแบบวงกว้างและครอบคลุมทุกส่วน และทั้งสองด้าน ยังเชื่อมโยงไปถึงสองด้านสุดท้าย คือ การพัฒนาปรับปรุงประเทศให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) ด้วยการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ให้แน่ใจว่าการปรับเปลี่ยนภายในของไทยยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยทั้ง 6 ด้านต้องนำมาใช้ร่วมกัน เป็นกรอบความคิดสำคัญสามารถจดจำได้ง่าย เพื่อให้ไทยนำไปใช้พัฒนาปรับปรุงประเทศจากนี้ไป ในที่สุดจะช่วยดึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะกลับมาทำให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไป

ขณะที่นายเซ็ทซึโอะ อิอูจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่น คาดหวังว่าปัญหาการเมืองจะไม่กลับมาเกิดซ้ำอีก และมีการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง ตามโรดแมพการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การปรับปรุงระบบราชการให้มีความโปร่งใส มีกลไกการแข่งขันในตลาดที่เสรีและเป็นธรรม การเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันด้านการผลิต แม้ต้นทุนด้านค่าแรงและวัตถุดิบของไทยสูงขึ้น ก็ควรปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอื่นเข้ามาช่วยพัฒนา อาทิ การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนพัฒนาทักษะแรงงานมีฝีมือ รวมถึงการศึกษา ขณะที่ การส่งออกครึ่งปีกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น เป็นผลมาจากการปรับตัวตามความคาดหวัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เริ่มชะลอตัวจากปัญหาทางการเมือง นักลงทุนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นสถานการณ์ประเทศไทยมากขึ้นจากก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองค่อนข้างกังวลต่อปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ

พร้อมความคาดหวังว่า ประเทศไทยจะมีระบบการทำงานรวดเร็วขึ้น แก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยการอนุมัติโครงการลงทุนที่ค้างได้รวดเร็วตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ต่อจากนี้เป็นช่วงขาขึ้น จะรวดเร็วแค่ไหนอยู่ที่การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่ในไทยมานาน จึงมุ่งลงทุนต่อเนื่องทุกปี ต้องการเติบโตไปพร้อมกับไทย เมื่อเศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพและโปร่งใส เพิ่มขีดความสามารถการผลิต รวมถึงเดินหน้ากลับมาสู่การเป็นประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทุกอย่างจะดีขึ้นตาม โดยที่นักลงทุนญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์การลงทุนอาเซียนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยง และวางให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออก การบริการ เชื่อมโยงในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง เมื่อการเมืองมั่นคงมากขึ้น หลังจากการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีการวางแผนสู่การปฏิรูปประเทศ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในช่วงครี่งปีหลังเป็นไปในทิศทางที่ขึ้น ส่วนการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่ต้องการผลิตเพื่อป้อนผู้บริโภคในประเทศ

เสียงเตือนจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ต่างสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศที่มีอยู่สูง มีโอกาสจะพัฒนาให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การก้าวย่างนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานการเมืองที่มั่นคง มีเสถียรภาพ เป็นที่ยอมรับของนานาชาติซึ่งหวังว่าอีกไม่นานประเทศไทยจะก้าวสู่จุดนั้น ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางการเมือง และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ เพื่อประชาชนไทยจะได้อยู่ดีกินดีกันทั่วถ้วน