วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเกษตรกับภาวะโลกร้อน เป้าหมายอนาคตของระบบเกษตรไทยจะเป็นอย่างไร?

ภาคการเกษตรของไทยนั้นจัดว่าเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมาก

เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่ผลิตอาหารเลี้ยงประชากรและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศจำนวนมาก อีกทั้งประชากรจำนวนมากของไทยอยู่ในภาคส่วนนี้ แต่ความสำเร็จหรือความมั่นคงของภาคการเกษตรไทยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เหมาะสม เนื่องจากระบบเกษตรไทยส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบเกษตรที่อาศัยน้ำฝน ดังนั้น ประเด็นเรื่องฝนมากไป ฝนน้อยไป ฝนมาไม่ตรงตามฤดูกาล ตลอดจนอุณหภูมิในแต่ละฤดูกาลจะส่งผลโดยตรงกับผลผลิตเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น สภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ยังส่งผลทางอ้อมอีกหลายประการต่อความมั่นคงของระบบเกษตรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูก เช่น การแพร่กระจายและระดับความรุนแรงของดินเค็มที่แปรผันไปตามความผันผวนของปริมาณฝนที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่มีชั้นหินเกลืออยู่ใต้ดิน ประกอบกับการระเหยน้ำผิวดินในปีที่มีอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน เป็นต้น ทั้งนี้ความแปรปรวนของสภาพอากาศเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอในปัจจุบันและเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ภาคการเกษตรไทยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเรื่อยมา แต่ภาวะโลกร้อนซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจะส่งผลให้รูปแบบของสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเกิดความผันผวนแปรปรวนในรอบปีต่อปีมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้เป็นความท้าทายใหม่ต่อความมั่นคงของภาคการเกษตรไทยและประเด็นที่ต้องคำนึงกันก็คือ เราจะมียุทธศาสตร์เพื่อนำภาคการเกษตรไทยไปสู่ความมั่นคงในอนาคตระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่ภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันนี้ได้อย่างไร และเป้าหมายของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของภาคการเกษตรไทยควรจะเป็นอย่างไร

ในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ได้มีการศึกษาเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตโดยกลุ่มนักวิชาการด้านการเกษตรจากสถาบันการศึกษาหลายสถาบันรวมทั้งข้าราชการจากหลายหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการประเมินผลผลิตการเกษตรในอนาคตโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองผลผลิตขึ้นมา และใช้ผลการคาดการณ์ภูมิอากาศอนาคต (future climate projection) เป็นเงื่อนไขในการประเมิน โดยได้ทำการศึกษาพืชเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนั้นชี้ให้เห็นว่าหากเรายังดำเนินการผลิตในรูปแบบที่เป็นไปตามแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในห้วงเวลาประมาณ 20-30 ปีในอนาคตจะส่งผลให้ผลผลิตพืชไร่นาทุกชนิดลดลงจากเดิม โดยผลผลิตข้าวมีแนวโน้มที่จะลดลงเล็กน้อย แต่ผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อยมีแนวโน้มที่จะลดลงมากทั้งนี้การศึกษาในระยะที่ผ่านมายังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น อุทกภัย การแพร่กระจายดินเค็ม และศัตรูพืชต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี องค์ความรู้จากการศึกษาดังกล่าวยังไม่นำไปสู่แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตของภาคส่วนการเกษตรที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนแล้ว อาจจะมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้กล่าวคือ การศึกษาดังกล่าวเป็นการสร้างภาพฉายอนาคต (scenario) ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นการจำลองสถานการณ์ขึ้น แนวทางนี้ยังคงมีช่องว่างในการทำความเข้าใจกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความคาดหวังที่จะให้ผลการศึกษาเป็นการทำนายอนาคตที่แม่นยำ อีกทั้งการศึกษาขาดความต่อเนื่องและขอบเขตการศึกษาก็ยังจำกัดอยู่กับพืชเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ประเภทโดยที่ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อผลผลิตการเกษตร

นอกจากนั้นการหารือทางด้านการปรับตัวยังคงเน้นเรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบโดยมีเป้าหมายที่จะรักษาสถานภาพปัจจุบัน (status quo) เอาไว้ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องของสภาพเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตจะส่งผลให้ระบบเกษตรไทยปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปจากปัจจุบันมาก

เป้าหมายของระบบเกษตรไทยภายใต้ภาวะโลกร้อนน่าจะเป็นการก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงยืนยง (resilience / robust) ภายใต้เงื่อนไขที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมประกอบกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความท้าทายในการตอบโจทย์ด้านการปรับตัวของภาคการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตน่าจะเริ่มจากการขยายวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์เกษตรไทยออกไปในอนาคตระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า โดยคำนึงว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวทั้งของโลกและประเทศไทยนั้น เราต้องการผลผลิตเกษตรชนิดใด? จำนวนเท่าไร? โดยพิจารณาจากการที่เราจะต้องใช้กินเท่าไร? สำรองเท่าไร? ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศเท่าไร? ส่งออกขายต่างประเทศเท่าไร? เราจะกำหนดตำแหน่งของประเทศไทยในตลาดเกษตรโลกอย่างไร? เราจะใช้ผลผลิตการเกษตรมาผลิตพลังงานทดแทนหรือไม่? เท่าไร? ฯลฯ

และตั้งโจทย์ว่าเป้าหมายนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอนาคตโดยพิจารณาถึงผลกระทบที่ภูมิอากาศอนาคตที่หลากหลายรูปแบบจะมีต่อผลผลิตการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม แล้วถอดบทเรียนออกเป็นยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยกำหนดรูปแบบระบบเกษตรที่สอดคล้องกับสถานการณ์อนาคต เช่น รูปแบบของเขตพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักแนวทางการจัดการทรัพยากรการผลิต (ดิน-น้ำ) การจัดการแปลงเพาะปลูก เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายของการปรับตัวคือ เพื่อให้ผลผลิตเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่วางวิสัยทัศน์ไว้ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศรูปแบบต่างๆ และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ผลผลิตไม่ผันผวนมากนักตามความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นปีต่อปีในอนาคต

การศึกษาเพื่อที่จะให้ได้คำตอบเพื่อถอดออกมาเป็นแนวทางการปรับตัวของภาคการเกษตรไทยต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตนี้ต้องการการดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และจะต้องมีกลไกที่เหมาะสมสนับสนุนเนื่องจากจะต้องเป็นการศึกษาที่ต่อเนื่องเพื่อให้ยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันกับพลวัตหรือการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องของสภาพเศรษฐกิจและสังคมซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมีผลต่อความเสี่ยงของระบบเกษตรได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนอกจากนั้น การศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่จะใช้สนับสนุนยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ในภาคการเกษตรนี้ยังจะต้องควบรวมประเด็นด้านความมั่นคงของสังคมเกษตรกรและภาคธุรกิจการเกษตรเข้าไว้ด้วย