วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตพิเศษชื่อ 'สมคิด' กับสารจากคสช.ถึงสีจิ้นผิง

อย่าได้แปลกใจถ้าหากจะมีการประกาศ “กระชับ” ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น

ในการลงทุน, ค้าขาย, และฟื้นการทำงานของคณะทำงานร่วมกัน หลังจากที่มีการติดต่อกันในระดับสูงระหว่างผู้นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับระดับผู้นำสูงสุดของรัฐบาลจีน

ภาพที่เห็นอยู่นี้คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะ “ทูตพิเศษ” (special envoy) ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ คุณหลี่หยวนฉาว (李源潮) รองประธานาธิบดีจีนและหนึ่งใน 25 กรรมการของกรมการเมือง Politburo ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งพบกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาที่ศาลามหาประชาชนกรุงปักกิ่ง

แหล่งข่าววงการทูตระหว่างประเทศบอกว่า คุณสมคิดถือจดหมายลงนามโดยพลเอกประยุทธ์ ที่เขียนถึงประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนเพื่อปูทางให้ “ทูตพิเศษ” จากประเทศไทยได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเสริมสร้างสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

หัวใจของการสนทนาครั้งนี้คือการย้ำว่า ความสัมพันธ์ของสองประเทศจะต้อง “ขยายให้ทั้งกว้างและเจาะให้ลึก” มากขึ้นกว่าเดิมอีก

นักการทูตใช้ประโยค “broadening and deepening of relationships” ซึ่งตีความได้ว่าจะต้องขยายไปทั้งทางแนวราบและแนวดิ่งพร้อม ๆ กัน

คุณสมคิดและคณะจากประเทศไทย ได้พบรองประธานาธิบดีหลี่หยวนฉาว และรัฐมนตรีต่างประเทศหวังอี้ และดูเหมือนจะสามารถตกลงกันในเนื้อหาสาระได้หลายประเด็น ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในหลายมิติทั้งเรื่องเก่าที่ค้างคาจากอดีตและเรื่องใหม่ ที่จะทำให้สองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม

ยิ่งปีหน้าครบ 40 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน ก็ยิ่งจะได้เห็นกิจกรรมร่วมกันในการตอกย้ำความเป็นมิตรที่มีมายาวนาน

ข่าวที่ผมได้รับจากปักกิ่งบอกว่า การพูดคุยระหว่าง ดร.สมคิด กับรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศจีนรอบนี้ นอกจากความร่วมมือใน 11 รายการที่ คสช.วางไว้เป็นวาระที่จะฟื้นฟูประเทศแล้ว ก็ยังพูดถึงการที่จีนจะมาร่วมกันช่วยไทยซ่อมแซมรางรถไฟ, การทำรถไฟรางคู่ และแน่นอนว่าได้รับทราบความกระตือรือร้นของจีน ที่จะเสนอตัวสร้างรถไฟความเร็วสูงในไทยอีกด้วย

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันในเรื่องอื่น ๆ เช่น ที่บริษัทจีนประมูลทำโครงการเกี่ยวกับน้ำในไทย, รวมไปถึงที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าว, ยางพารา, ลำไยและอื่น ๆ

จีนถือว่าไทยเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สำคัญในเอเชียอาคเนย์ และยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเป็น “เรื่องภายในประเทศ” ที่ปักกิ่งจะไม่แทรกแซง

แหล่งข่าวบอกว่าผู้นำจีนยืนยันกับ ดร.สมคิดว่า “อะไรที่ดีสำหรับประเทศไทยและคนไทย จีนพร้อมจะสนับสนุนเต็มที่”

สะท้อนว่าขณะที่สหรัฐกับยุโรปมีท่าทีไม่เป็นมิตรกับ คสช. เพราะเหตุรัฐประหาร แต่จีนต้องการตอกย้ำว่าจะดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์เดิม และเพิ่มความคึกคักมากขึ้นด้วยซ้ำไป

จึงไม่แปลกใจที่อาจจะมีการพูดถึงการรื้อฟื้น “คณะกรรมการร่วมไทย-จีน” ที่เคยตั้งขึ้นสมัย ดร.สมคิด เป็นรองนายกฯ โดยที่ฝ่ายจีนคือรองนายกฯสตรีสมัยนั้นคือ นางอู๋อี๋ เพื่อเป็นกลไกการสร้างความเข้มแข็งให้กับการประสานงานในด้านต่าง ๆ ของสองประเทศ

เห็นได้ชัดว่าจีนกำลังเดินเกมการทูตอย่างชาญฉลาด พร้อมจะยื่นมือให้กับประเทศที่ถูกตะวันตกมองทางลบเพื่อแสดงความเป็น“มิตรในยามยาก” เพื่อเปลี่ยนดุลแห่งอำนาจในเอเชียอย่างชัดเจน

สังเกตได้เช่นกันว่าสหรัฐกับยุโรปก็เริ่มจะปรับท่าที ลดความกร้าวต่อไทย และยืนยันความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดเหมือนกัน

เพราะตะวันตกเริ่มตระหนักว่าดุลยภาพแห่งอำนาจในเอเชียกำลังจะเอียงไปทางจีน หากตนยังเดินแนวทางเดิมไม่เปลี่ยนแปลง