การลงทุนในตลาดหุ้นไทย มักจะอิงกับภาพรวมเศรษฐกิจ และการเมืองอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
เข้าสู่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารงานตามแผนการปฏิรูปประเทศ (โรดแมพ) โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ เมื่อประกาศออกมาทุกครั้ง ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงทางตรงหรือทางอ้อมกับนโยบายก็มักจะตอบรับทันที ทั้งในทางที่ดี และไม่ดี
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในยุคคสช.บริหารประเทศช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.05% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านล้านบาท จาก 12.56 ล้านล้านบาทเป็น 13.89 ล้านล้านบาท
หากพิจารณานโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาพบว่า ส่วนใหญ่ราคาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะมีทิศทางที่ตอบรับกับนโยบายทันที
เริ่มตั้งแต่นโยบายเร่งจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาที่ค้างอยู่ มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท พบว่า กลุ่มธุรกิจเช่าซื้อ ที่เน้นโยงกลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะหุ้นจีแคป (GCAP) ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 67.18%ในช่วง 2 เดือน
นโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน กลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้รับอานิสงส์ทันที ที่โดดเด่นกลุ่มบริษัท ช.การช่าง (CK) นำโดยหุ้นรถใต้ดิน (BMCL) 71.88%
นโยบายการเร่งตั้งบอร์ดส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และนโยบายการอนุมัติโครงการลงทุน หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์
นโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ หุ้นที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในตอนแรกปรับตัวลดลงเล็กน้อย เพราะยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการ แต่เมื่อมีความชัดเจน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการบริหารงาน และส่งผู้บริหารชุดใหม่เข้าไป นักลงทุนเริ่มมีความหวังและกลับเข้ามาลงทุนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้
นโยบายการปฏิรูปนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทำให้หุ้นกลุ่มปตท. (PTT) ปรับตัวลดลงไป 6% จากนั้นราคาเพิ่มขึ้น 7.4%
ขณะที่นโยบายการเลื่อนประมูลคลื่นความถี่ใหม่ออกไป 1 ปี ดูเหมือนว่า นโยบายดังกล่าว จะมีผลเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มสื่อสาร เป็นอย่างมาก เพราะหุ้นกลุ่มสื่อสาร เป็นเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวในตลาดหุ้นไทยที่ราคาปรับตัวลดลงมากสุด ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) ลดลง 13.50%
จากข้อมูลข้างต้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทยตอนนี้ จะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวโยงกับนโยบายปฏิรูปประเทศนั้น ดูเหมือนผู้ถือหุ้นคงจะต้องทำให้เข้มแข็ง เพราะตราบใดที่นโยบายยังไม่มีความชัดเจน ย่อมจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาที่ดัชนีหุ้นจะต้องพักฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส ได้จัดทำบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากนี้ไป โดยมองว่าในระหว่างนี้ ภาพรวมตลาดหุ้นไทย จะเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ หลังจากที่ตลาดปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ติดต่อกันกว่า 5.51%
ตามสถิติแล้วจะมีโอกาสประมาณ 60% เท่านั้นที่จะขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 7 สัปดาห์ ซึ่งถ้าหากตลาดจะต้องย่อตัวลง มองว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงจะถูกขายทำกำไร น่าจะเป็นกลุ่มที่ขึ้นมากกว่าตลาดในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น
หุ้นกลุ่มประกันขึ้นมากว่า 10.29% กลุ่มการเงินปรับเพิ่มขึ้นมา 10.24% กลุ่มท่องเที่ยวเองก็ปรับเพิ่มขึ้นมาโดดเด่นกว่า 8.83% กลุ่มพลังงานจากนิ่งๆ มาตลอดก็ดีดตัวขึ้นกว่า 8.8% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปรับเพิ่มขึ้น 8.4% กลุ่มโรงพยาบาลบวกมา 7.6% กลุ่มขนส่งปรับเพิ่มขึ้น 7.5 กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารเพิ่มขึ้น 6.5
เมื่อมีการส่งสัญญาณเตือนกันแบบนี้แล้ว หากเป็นผู้ลงทุนระยะยาวก็คงต้องใจแข็งถือต่อไป แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรก็ควรจะประเมินสถานการณ์ และน่าจะถึงเวลาบริหารพอร์ตลงทุนกันใหม่อีกครั้ง





