สัปดาห์ก่อน ผมไปฟังคำปราศรัยของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คุณฮารุฮิโกะ คูโรดะ (Haruhiko Kuroda)
ที่เป็นแขกพิเศษของผู้ว่าฯแบงก์ชาติไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล จึงได้ตั้งวงสนทนากับนักธุรกิจญี่ปุ่นระดับนำของประเทศไทยหลายคน
พูดคุยกับนักลงทุนและนักบริหารญี่ปุ่นในไทยแล้ว จะเห็นภาพความพร้อมจะเดินหน้าทำมาหากิน ท่ามกลางประเด็นการเมืองที่ต้องเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด
ซีอีโอบริษัทยักษ์ของญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกผมว่า “พวกเราอยู่เมืองไทย เข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยเพราะเราติดตามสอบถามตลอดเวลา และเราก็มั่นใจในศักยภาพของไทย แต่ปัญหาของเราคือต้องตอบคำถามของสำนักงานใหญ่ที่โตเกียวว่าด้วยเรื่องรัฐประหาร และ Roadmap ของ คสช. เพราะพวกเขาอยู่ไกล และรับทราบข้อมูลจากสื่อต่างประเทศมากกว่า...”
อาจารย์ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพูดภาษาไทยได้พอสมควรบอกผมว่า “ตอนนี้ผมได้รับเชิญจากกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นไปพูดเรื่องเมืองไทยมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและทิศทางอนาคต”
ผู้บริหารญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้กันเสริมว่า “เมืองไทยกำลังเป็นหัวข้อที่ฮิตมากในญี่ปุ่น”
เจอคนสำคัญของหอการค้าญี่ปุ่นประเทศไทย ท่านก็ควักเอาเอกสารที่รายงานเกี่ยวกับคณะกรรมการหอการค้าญี่ปุ่นได้เข้าพบสนทนากับรองหัวหน้า คสช. ด้านเศรษฐกิจ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ที่มีบรรยากาศค่อนข้างดีให้ผมอ่าน
ข้อเสนอของหอการค้าญี่ปุ่นต่อ คสช.มีหลายหน้า ส่วนใหญ่เน้นไปทางด้านเศรษฐกิจและการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ
เอกสารนั้นขอให้กลับสู่รัฐบาลพลเรือนและการเลือกตั้งตาม Roadmap ของ คสช. ตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม
ขอให้มีรัฐบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและธุรกิจบริหารนโยบายเศรษฐกิจ และขอให้รัฐบาลแทรกแซงเศรษฐกิจและธุรกิจเท่าที่จำเป็นเพื่อให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ขอให้มีระบบส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ในกระบวนการของราชการเพื่อป้องกันคอร์รัปชัน และเปิดเผยขั้นตอนการประมูลและจัดซื้ออย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้
ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการเปิดเศรษฐกิจให้กว้างผ่านการรวมกลุ่มของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น RCEP, AEC หรือ FTA ทั้งหลาย
ท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อรัฐประหารไทยนั้นคือ การแสดงความเสียใจที่เกิดเรื่องนี้ และขอให้มีการกลับคืนไปสู่ความปกติโดยเร็ว แต่ไม่มีน้ำเสียงกดดันหรือต่อว่าต่อขานเหมือนของสหรัฐฯหรือยุโรปตะวันตก
เพราะนักธุรกิจญี่ปุ่นยังเห็นไทยเป็นฐานธุรกิจที่สำคัญและยังจะลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในไทย ไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นไปทางใดทางหนึ่งเหมือนทูตสหรัฐฯหรืออังกฤษหรือเยอรมัน
ขณะที่เอกอัครราชทูตจีนประจำไทยได้แสดงจุดยืนว่า เข้าใจไทยและคงความสัมพันธ์ไว้เหมือนเดิมทุกประการ
เพราะท้ายที่สุด นโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศย่อมจะผูกพันกับผลประโยชน์ของตน ไม่ว่าแถลงการณ์ทางการที่ออกมาจะใช้ภาษาโน้มเอียงไปทางใดก็ตาม
หลังท่านผู้ว่าฯแบงก์ชาติญี่ปุ่นกล่าวปาฐกถาว่าด้วย “Asia’s Contribution to Global Growth” ที่ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจเอเชียมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง ผมลุกขึ้นถามท่านว่า “ท่านมองการเมืองไทยวันนี้อย่างไรครับ?”
ท่านยิ้มและบอกว่า “ตอนผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เวลามีนักศึกษาตั้งคำถามท้าทายผมจะบอกว่า นั่นเป็นคำถามที่ดี...แต่คำถามที่ดีมักจะตอบยาก...”
ท่านผู้ว่าฯก็พยายามตอบด้วยการบอกว่า ประเทศไทยมีความสำคัญต่อการลงทุนของญี่ปุ่น เราเป็นเพื่อนกันมาช้านาน แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาภายในของประเทศไทย และคนไทยก็ต้องแก้ไขเอง เราไม่อาจจะแทรกแซงได้ เราได้แต่แสดงความห่วงใยและหวังว่าประเทศไทยจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตอันใกล้นี้...”
ตอบยากก็ต้องตอบ และตอบแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยาก ว่าจุดยืนของญี่ปุ่นต่างจากสหรัฐและจีนอย่างไร!






