นายทหารผู้เชี่ยวชาญปัญหาใต้ จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ให้ข้อมูลน่าตกใจว่า นี่คือ ยกสอง
ของการต่อสู้โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุคปัจจุบัน
ยกแรกคือตั้งแต่ปี47กระทั่งมีการพูดคุยสันติภาพเมื่อปี56ซึ่งล้มไปอย่างไม่เป็นท่า จึงเปิดการต่อสู้“ยกใหม่”ขึ้นมาลุยต่อ
การไล่ล่าสังหารผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะผู้หญิง และเน้นที่คนไทยพุทธ เหมือนย้อนสถานการณ์ไปช่วงปี47-50เพื่อสร้างแรงกดดันกลับไปยังรัฐบาล เป็นแรงกดดันจากประชาชนกลุ่มที่มีชาติพันธุ์เดียวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ฉะนั้นแม้จะเป็นส่วนน้อยในพื้นที่ แต่เสียงย่อมดังกว่า เพราะดังจากทั้งประเทศ
ขณะเดียวกันก็กลับมาเน้นงานด้าน“การทหาร”จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีเริ่มมีปฏิบัติการที่เหี้ยมโหดขึ้น ใช้ระเบิดมากขึ้น มีความหลากหลายขึ้น การโจมตีเจ้าหน้าที่มีทั้งซุ่มยิง ลอบวางระเบิด เป้าหมายมีทั้งเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่ และเจ้าหน้าที่รายบุคคล ขณะเดินทางเดี่ยวๆ หรือคนสองคน ถ้าเป็นแบบหลังก็ใช้วิธีซุ่มยิง
การก่อเหตุระเบิดหรือคาร์บอมบ์ แม้จะเคยเกิดมามากมายในห้วง10ปีแรก หรือยกที่1แต่ในยกที่2มุ่งไปยังพื้นที่ปลอดภัย ให้คนรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยเลย แม้แต่โรงพยาบาล หรือ อ.เบตง จ.ยะลา ในชุมชนชนบท อย่างหน้าบ่อนไก่ชนที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
ด้านหนึ่งฝ่ายความมั่นคงอาจบอกว่าพื้นที่เขตเมือง รปภ.แน่นหนาจนคนร้ายเข้าไปปฏิบัติการยาก จึงเบนเป้าไปก่อเหตุพื้นที่นอกเมือง ซึ่งก็มีส่วนถูก แต่นั่นได้ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างสูงว่าในสามจังหวัดไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว
มีข่าวจากในพื้นที่ว่า มีการส่งเยาวชนหรือแนวร่วมรุ่นใหม่ไปฝึกในประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่าง2รัฐที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย มีทั้งฝึกล็อตใหญ่หลายร้อยคนเพื่อมาเป็น“เปอมูดอ”หรือกลุ่มสนับสนุนขบวนการ และฝึกล็อตเล็กกว่า ในระดับร้อยกว่าคน มาเป็น“ทหาร”ของกลุ่มขบวนการ
นี่คือสัญญาณไม่ค่อยดีจากชายแดนใต้ และที่ไม่ดียิ่งกว่าก็คือ การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนทำงานของฝ่ายเราเอง หลายตำแหน่ง หลายภารกิจ ผู้รับผิดชอบไม่ได้มีประสบการณ์มากพอ หนำซ้ำยังไม่ใช้เครือข่ายเก่าๆ ที่เจ้าหน้าที่รุ่นเก่าๆ วางเอาไว้
สงครามก่อการร้าย หรือก่อความไม่สงบ หากมุ่งใช้ปฏิบัติการแบบ“มองเห็นตัว”เช่น ตั้งด่านสกัดอาวุธ สกัดวัตถุระเบิด ผู้ชำนาญการบอกไม่มีวันสู้ได้ เพราะกลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวแบบปิดลับ สอดรับกับสภาพพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง ทั้งศาสนา ภาษา และวิถีชีวิต เจ้าหน้าที่กลายเป็นคนนอก หากไม่ใช้คนในขบวนการมาอ่านเกม หรือชี้ความเคลื่อนไหวของขบวนการ ย่อมไม่มีทางสู้ได้
แต่ละเมืองล้วนมีจุดอ่อน เพราะมีทางเข้า-ออกหลายทาง เช่น เมืองปัตตานี เมืองยะลา เส้นทางไหนมีด่าน ฝ่ายที่จ้องจะก่อการก็ไม่เข้า ดักทางอย่างไรก็ไม่มีทางสกัดได้หมด
ยิ่งไปกว่านั้น ขนาดเมืองเบตงที่เข้า-ออกทางเดียว แถมเป็นทางตันเพราะชนชายแดนมาเลเซีย แต่กลุ่มขบวนการก็ยังปฏิบัติการได้เหมือนพื้นที่อื่นๆ นี่คือความน่ากลัวของ“ไฟใต้ยก2”ที่น่าจะดุเดือดรุนแรงมากกว่าเดิม
ส่วนสัญญาณเจรจา-วางปืน จากกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่จริง ยังแทบไม่มี หนำซ้ำ คสช.ยังขีดกรอบไม่พูดคุยเรื่องรูปแบบการปกครองตนเองอีก นาทีนี้จึงมีแต่“สัญญาณรบ”
เพราะในมุมมองของ“ผู้บงการ”หรือ“มาสเตอร์มายด์”นั้น ปัญหาความไม่เป็นธรรม ความอยุติธรรม หรือความยากจน เป็นเพียงเงื่อนไขรองที่หยิบขึ้นมาปลุกปั่นปลุกระดม แต่เงื่อนไขหลักจริงๆ คือเรื่องอำนาจและการปกครอง
ฉะนั้น คสช.และรัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความรุนแรงที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
แต่คำถามคือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองปัจจุบันระดมคนเก่ง-คนมีประสบการณ์มาแก้ปัญหาจริงหรือไม่ เพราะอย่างพล.อ.สำเร็จ ศรีหร่ายที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้รู้โครงสร้าง“บีอาร์เอ็น”มากที่สุดคนหนึ่ง และปัจจุบันก็ยังไม่เกษียณอายุราชการ กลับไม่ได้ถูกเรียกมาใช้งาน แม้แต่ใน สนช.ที่มีทหารเตรียมตบเท้าเข้าสภากันฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้
ล่าสุด พล.อ.สำเร็จ เพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ“ศึกใต้ ไม่ลับลวงพราง”ฝ่ายปฏิบัติที่ภาคใต้ตอนล่างขอให้พิมพ์ไปอ่านกันร่วมพันเล่มแล้ว ทุกคนที่ได้อ่านล้วนยกนิ้วให้ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจรับผิดชอบในปัจจุบัน






