การประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมี 48 มาตรา ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในขั้นตอนการเยียวยาบาดแผลของสังคมไทย
ความท้าทายที่ต้องแก้ให้ตก คือ ทำอย่างไรให้คนสองกลุ่มที่ยืนกันคนละฝั่งเดินมาจับมือกัน หากดูจากรูปมวยของทั้งสองฝ่ายในวันนี้ บอกได้เลยว่า ถ้าเจอกัน คงลงเอยด้วยการวางมวย หรือว่ารอยร้าวของชาติหนนี้จะไม่มีวันประสานได้อีกแล้ว?
มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีปัญหาเรื่องการปรองดอง และหากเทียบกับหลายๆ ประเทศ ทางออกเพื่อสร้างความปรองดองของเรา ดูจะง่ายกว่าของประเทศอื่นเสียด้วยซ้ำ เพราะยังไม่ถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเหมือนประเทศยูกันดา โปแลนด์ อเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก สำหรับบทความนี้ จะขอเล่าแค่กรณีของประเทศยูกันดา โปแลนด์ อเมริกา
ในปี 1987 ทางตอนเหนือของประเทศยูกันดา ภายใต้การนำของนายโจเซฟ โคนี ชนเผ่าอาโชลิรวมตัวกันเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า The Lord's Resistance Army หรือ LRA กลุ่ม LRA มีกำลังประมาณ 2 ล้านคนโดยมีทหารที่เป็นเด็กร่วมอยู่ด้วยราว 1 แสนคน
LRA ถูกกล่าวหาว่าได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ด้วยการสังหาร ลักพาตัว ทรมาน ข่มขืนใจ และบังคับให้เด็กใช้ความรุนแรง จนศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC (International Criminal Court) ได้ออกหมายจับนายโจเซฟและพวก ในปี 2007
อย่างไรก็ตาม ผู้นำท้องถิ่นของเผ่าอาโชลิที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของ LRA และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ ICC เพราะเชื่อว่าออกหมายจับทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะจับตัวผู้นำของกลุ่ม LRA มาลงโทษได้หรือไม่ อาจเป็นการยั่วยุให้ LRA ใช้ความรุนแรงมากขึ้น
พวกเขายังบอกอีกว่า วิธีการของ ICC ไม่มีทางจะชดเชยกับความสูญเสียที่เกิดจากการกระทำในอดีตได้ หากต้องการจะให้มีการปรองดองกันจริง ก็ต้องนำเอาธรรมเนียมปฏิบัติของชนเผ่าอาโชลิมาใช้ในการลงโทษ ซึ่งก็คือ การตอบโต้ด้วยความรุนแรง จนถึงทุกวันนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวก็ยังคงดำรงอยู่ แม้ว่ารัฐบาลกลางจะพยายามหาหนทางแห่งการปรองดอง แต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีการที่ดีในการลบล้างความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในอดีตได้ เพราะตราบใดที่บาปยังไม่ได้รับการชำระ การก้าวไปข้างหน้าก็จะยังไม่เกิด
การปรองดองในโปแลนด์ ก็เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ เดือนเมษายน 2006 รัฐบาลโปแลนด์ประกาศว่า จะฟ้องนายพล ยารูเซลสกี อดีตผู้นำของประเทศยุคคอมมิวนิสต์ ผู้ที่ดำเนินการฟ้อง คือ Institute of National Remembrance (INR) ซึ่งถูกตั้งขึ้นในปี 1998 เพื่อสืบหาความผิดในอดีต
ผลการสอบสวนที่เปิดเผยในปี 2002 สร้างความตกตะลึงให้กับชาวโปแลนด์และชาวโลก การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเยดวับเน (Jedwabne) ในปี 1939 ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของทหารเยอรมัน แต่ปรากฏว่า ความสูญเสียครั้งนั้นเกิดขึ้นจากชาวโปแลนด์คลั่งชาติที่มีความเกลียดชังชาวยิว หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรประมาณ 3,000 คน โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้มีชาวบ้านผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 1,600 คน และผู้ที่ลงมือสังหารโหดก็คือคนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งของเมืองเยดวับเนเอง
INR เสนอว่า ก่อนจะเข้าสู่การเยียวยาเพื่อสร้างความปรองดอง สังคมโปแลนด์จะต้องได้รับทราบความจริงทั้งหมดก่อน และยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาด ข้อเสนอนี้ทำให้ประธานาธิบดีของโปแลนด์ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเสนอให้บันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โปแลนด์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เป็นบทเรียนต่อไปนอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้มีการสืบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จนนำไปสู่การขึ้นศาลของนายพล ยารูเซลสกี้ ในที่สุด
ในอเมริกา กลุ่มอัฟริกัน-อเมริกัน บางกลุ่มเคยรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหายจากการที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยตกเป็นทาส โดนทรมาน โดนทำร้าย และโดนกีดกันทำให้ไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้เท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม ลูกหลานของผู้เสียหายบางคนเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถ “เยียวยา” ได้ด้วยเงิน มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่า เรื่องเกิดมานานมากแล้ว จึงไม่ควรตกเป็นภาระที่คนในสมัยนี้ต้องแบกรับ เนื่องจากนโยบายที่ลดการแบ่งแยกสีผิวที่รัฐบาลได้สร้างขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แทนที่จะหวนกลับไปหาอดีต ทุกคนควรทุ่มเทความสนใจไปยังการสร้างอนาคตที่เปิดกว้างและเท่าเทียมกันของคนทุกกลุ่มในประเทศจะดีกว่า การจมอยู่กับอดีตมีแต่จะสร้างความเจ็บปวด สร้างความแตกแยกร้าวฉานให้มากขึ้น ไม่ใช่หนทางแห่งความปรองดองที่แท้จริง
ตัวอย่างข้างต้นนำไปสู่ข้อสรุป 3 ข้อด้วยกัน คือ
1. ก้าวแรกของการปรองดอง คือการทำความจริงให้กระจ่าง ทั้งในด้านสว่างและด้านมืด ทั้งในกลุ่มที่กระทำและกลุ่มที่ถูกกระทำ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นรับผิดชอบ และต้องรับโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยแนวทางการลงโทษที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย จะเลือกหยิบเอาแนวทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลักไม่ได้ เพราะความจริงและกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใสคือเครื่องมือล้างบาปทางสังคมที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง
2. เงินไม่สามารถสร้างเส้นทางแห่งความปรองดองได้ เพราะความสูญเสียบางอย่างไม่สามารถเรียกคืนมาได้ด้วยเงิน การนำเอาเงินเข้ามาอยู่ในกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกบาดหมางมากขึ้น
3. กฎหมายไม่ใช่แก้วสารพัดนึกที่จะเสกให้เกิดความปรองดอง การปรองดองเป็นการเยียวยาสังคม จึงต้องใช้พลังทางสังคมมาเป็นฐานในการคิด กระบวนการปรองดองที่ดี ต้องเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องปรับทัศนคติที่ตรงกันว่า เป็นการทำเพื่อปัจจุบันและอนาคตที่ดีกว่าของส่วนรวม ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไม่ดีกลุ่มหนึ่งได้หาช่องทางทำร้ายสังคมไทย จนทำให้เกิดความร้าวลึก และใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้นอย่างเลือดเย็นเพื่อตนเองและพวกพ้อง ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเราปล่อยให้ความเคียดแค้นเกลียดชังมาชักนำความคิด ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ไม่แสดงหาเส้นทางแห่งการปรองดอง ก็เท่ากับว่าเราสมัครใจเดินบนหนทางแห่งความพ่ายแพ้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ จะเป็นความพ่ายแพ้แบบถาวร






