วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปมต่างด้าวสื่อสาร จะเล่นเรื่องนี้กันจริงๆ ไหม?

ในที่สุด วานนี้ (24 ก.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

(กสทช.) ก็ได้เรียกตัวแทนผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายเข้าพบ เพื่อประชุมและหารือเรื่อง "การตรวจสอบผู้ถือหุ้นของต่างชาติ" ในสัดส่วนการถือหุ้นไม่เกิน 49% ว่าเป็นตามกฎหมายหรือไม่ และให้เป็นไปตามประกาศของ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554

ไม่ว่า จะเป็น บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยเรียกกลุ่มทรูเข้าเป็นรายแรก ลำดับต่อมาคือเอไอเอส และดีแทคตามลำดับ ซึ่งเอกสารที่ผู้ประกอบได้นำมาชี้แจงประกอบด้วย 1.ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัท และนิติบุคคลที่เป็นบริษัทใหญ่ บริษัทย่อย และบริษัทร่วม รวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น และการถือครองธุรกิจของกลุ่มบริษัทในเครือ 2.ข้อกำหนดหรือสิทธิในการออกเสียงของผู้ถือหุ้นของบริษัท และ 3.โครงสร้างการบริหารภายในบริษัท โดยแสดงให้เห็นถึงรายชื่อ และตำแหน่งของผู้บริหารที่มีความสำคัญ

โดยขั้นตอนต่อไปนี้ หลังจากเอกสารชี้แจงแล้ว จะรวบรวมเอกสารเพื่อนำเข้าอนุกรรมการเตรียมการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์หรือการประมูล 4จีเพื่อนำมาพิจารณาผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์คัดเลือกให้เข้าประมูล แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสข.) จะมีคำสั่งให้ชะลอการประมูลออกไปแต่ กทค. ก็ต้องเตรียมการประมูลไว้ก่อน

ในที่ประชุม ระบุว่า การตรวจสอบทำอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำและมีอำนาจในการบริหารจัดการของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังเพื่อความมั่นคงในระบบโทรคมนาคมของประเทศด้วย ขณะเดียวกันการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมถือเป็นหัวใจของการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ หากยอมให้ต่างด้าวโดยเฉพาะทุนที่มีหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจต่างชาติสนับสนุนเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมในประเทศ อาจมีผลกระทบและเกิดความเสี่ยงในการกำกับดูแลได้

ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่าง กทค. และดีแทคที่เคยพาดพิงกรณีการปิดเฟซบุ๊คนั้น ตามข่าวบอกว่า ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ กสทช.ต้องเข้ามาตรวจสอบ แต่มีเหตุผลสวยๆ ผุดขึ้นมาบอกว่า "เมื่อมีคำสั่งจาก คสช. มาให้เลื่อนการประมูลออกไป 1 ปี กทค.ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีในทุกๆ ด้านเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา" อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโครงสร้างของผู้ถือหุ้นนั้น แม้จะมีการตัดสินหรือสรุปว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นต่างด้าว แต่ท้ายที่สุดผู้ที่ตัดสินคือกระทรวงพาณิชย์ และผู้ที่ชี้ขาด คือ ศาลแพ่ง ซึ่งก็ต้องรอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ยื่นฟ้อง กสทช.ไม่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

เอาเป็นว่า ไม่ว่าหน่วยงานไหนในประเทศ ที่จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบในประเด็น "หุ้นสื่อสารต่างด้าว" ก็ต้องทำให้ชัดเจน โปร่งใส ตรงไปตรงมา อย่าทำลับๆ ล่อๆ ให้เกิดข้อครหา คลางแคลง ซึ่งไม่สามารถปกปิด แต่กลับกลายเป็นหมักหมมปัญหาคาราคาซัง หาทางสางปมไม่ออกกันต่อไป ...