วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

the First Lecture ของ สแตนลีย์ ฟิชเชอร์

ผมได้ติดตามการวิเคราะห์ตามแนวทาง Macroprudential และระบบสถาบันการเงินมากว่า 10 ปี

ต้องบอกว่าไม่มีใครที่พูดถึงเรื่องดังกล่าวได้คมและชัดกว่า the First Lecture ของ สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ผู้ช่วยประธานธนาคารกลางสหรัฐหลังรับตำแหน่งดังกล่าว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ฟิชเชอร์ ได้ให้ความเห็นถึงประเด็นดังกล่าว ไว้ใน 2 ประเด็น ดังนี้

หนึ่ง ประเด็น Macroprudential นายฟิชเชอร์เน้นให้เห็นถึงการตีความที่มี 2 ความหมาย ประการแรก หมายถึงการดูแลเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน โดยที่พิจารณาในมุมมองของระบบแบงก์ทั้งหมดทุกแบงก์มิใช่แยกดูเป็นรายแบงก์แบบเมื่อก่อน ความหมายที่สอง หมายถึงการใช้นโยบายการเงินที่มิใช่พึ่งพาการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอย่างที่เป็นมาในอดีต ซึ่งตรงจุดนี้ นายฟิชเชอร์ยกตัวอย่างประเทศอิสราเอลที่ตัวเขารับหน้าที่เป็นประธานธนาคารกลางอยู่หลายปี โดยบทเรียนที่เขาได้รับประกอบด้วย

1) ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ธนาคารกลางจะใช้นโยบายดังกล่าวด้วยความระมัดระวังมาก เนื่องจากไม่มีประเทศไหนที่สามารถวัดประสิทธิผลของมันได้อย่างชัดเจนเหมือนนโยบายการเงินแบบปกติ 2) การใช้ Macroprudential ในการลดความร้อนแรงของตลาดบ้านและอสังหาริมทรัพย์นั้นมีความอ่อนไหวในมิติทางการเมืองเป็นอย่างมาก ที่จริงแล้ว การบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจหลายๆ ครั้งมักจะเป็นไปในทางที่ขัดกับความสุขจากของสังคมจากการมีที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก

3) มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางหรือผู้ดูแลและกำกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศต่างๆ ต้องประสานงานในการใช้ Macroprudential โดยล่าสุด การแก้ไขปัญหา Too-Big-To-Fail (TBTF) ของแต่ละประเทศก็เดินกันไปคนละทิศละทาง ตรงนี้ นายฟิชเชอร์ให้ความเห็นไว้น่าสนใจว่า กฎหมาย Dodd Frank ของสหรัฐ มิได้ให้อำนาจต่อหน่วยงาน Financial Stability Oversight Council (FSOC) อย่างเต็มที่ในการดำเนินนโยบาย Macroprudential ผิดกับธนาคารกลางอังกฤษที่หน่วยงาน Financial Policy Committee (FPC) มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเขาได้ฟันธงไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถรอดจากวิกฤตในอนาคตได้ก็ต้องเพิ่มอำนาจและให้ความเป็นอิสระต่อหน่วยงาน FSOC มากยิ่งขึ้น

สอง การปฏิวัติการเงินและปัญหา TBTF สำหรับประเด็นนี้ ความเชื่อที่ว่าหากสถาบันการเงินมีขนาดใหญ่แล้วทางการจะเข้าช่วยเหลือหากสถาบันการเงินดังกล่าวเริ่มมีปัญหานั้น ได้ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าหาแหล่งทุนลงประมาณร้อยละ 0.15 สำหรับสหรัฐ ร้อยละ 0.25-0.60 ในกรณีของญี่ปุ่น ร้อยละ 0.2-0.6 ในกรณีของสหราชอาณาจักร และร้อยละ 0.6-0.9 ในกรณีของสหภาพยุโรป และสำหรับคำถามที่ว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าหาแหล่งทุนที่ต่ำกว่า จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มากกว่าหรือไม่นั้น นายฟิชเชอร์ได้อ้างถึงงานวิจัยที่น่าสนใจไว้สองชิ้น

โดยงานแรกเป็นของไอเอ็มเอฟ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่มีความเสี่ยงที่มากกว่าและก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจจริงได้สูงกว่า โดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีระดับเงินกองทุนที่ต่ำกว่าและมีแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพไม่มาก อย่างไรก็ดี งานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ กลับมีข้อสรุปที่ออกจะกั๊กๆ ว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่อาจจะมีความสามารถในการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากมีความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยีทั้งในมุมของการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตและการจัดการฐานข้อมูล อย่างไรก็ดี จะเพียงพอหรือไม่ที่จะชดเชยกับความเสี่ยงเชิงระบบที่สูงขึ้นนั้นยังไม่แน่ใจนัก

ที่น่าสนใจ คือ ประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ต่างก็มีแต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ในระบบ ทว่าคำถามคือเพราะเหตุใดทั้งสองประเทศจึงมีเสถียรภาพของระบบการเงินที่สูงมาก คำตอบ คือ ทั้งสองประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดานั้น มีธุรกรรมทางการเงินที่เรียบง่าย

อันเป็นคำตอบของนายฟิชเชอร์ที่ว่าความใหญ่ของสถาบันการเงินอาจจะไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจเท่ากับความซับซ้อนทางธุรกรรมของสถาบันการเงิน

หาก the Last Lecture ของแรนดี้ พอสช์ ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ดีมาก the First Lecture ของแสตนลีย์ ฟิชเชอร์ ก็ให้ข้อคิดในแง่การจัดการระบบการเงินที่ดีเช่นกันครับ

-------------------------------

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ