ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97/2557 กำลังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
ไม่เพียงแค่คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทั่วไปที่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง เรื่องจากประกาศดังกล่าวให้อำนาจคสช. ในการควบคุมการเสนอข่าวสารในวงกว้างมาก ทั้งสื่อกระแสหลักและในโซเชียลมีเดีย โดยให้อำนาจคสช.สามารถดำเนินคดี สั่งระงับการจำหน่ายและระงับรายการ ซึ่งกำลังเกิดความกังวลมากยิ่งขึ้นว่าสังคมไทยกำลังจะเดินถอยหลังไปสู่ยุคก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม โฆษกคสช.ได้ออกมาชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวนั้นแทบจะไม่มีอะไรที่ต่างไปจากประกาศสองฉบับก่อนหน้านั้น คือ ฉบับที่ 14/2557 และ ฉบับที่ 18/2557 เป็นเพียงแค่การยุบรวมให้เหลือคำสั่งเดียว แม้ว่าจะเพิ่มเติมเนื้อหาในเรื่องของตัวบุคคลลงไป อีกทั้งยังชี้แจงว่าไม่ได้ควบคุมมากขึ้นอย่างที่วิตกกังวลกัน เพราะที่ผ่านมานั้น คสช.กับสื่อก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นอยู่แล้ว แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ก็สามารถพูดคุยกันได้ ดังนั้น จึงเห็นว่า ประกาศดังกล่าวนั้นยังยึดหลักการเดิมทุกประการ
หากมองจากคสช. ซึ่งจำเป็นต้องออกประกาศดังกล่าวออกมา อาจประเมินว่าขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทย กล่าวคือต้องการปฏิรูปสังคมให้มีกฎระเบียบ หลังจากที่บ้านเมืองวุ่นวายมานานนับสิบและส่งผลให้ปัญหาสังคมสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแทบทุกมิติของสังคม จนบางปัญหากำลังกลายเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งคสช.เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจะเห็นว่า คสช.พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงในหลายๆอย่างที่เป็นปัญหาความมั่นคง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมองว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ
ในระยะเปลี่ยนผ่าน ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีคนกล่าวเตือนมาแล้วว่า ในช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับประเทศไทยว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร และหากติดตามการทำงานของคสช.จะเห็นว่า ได้เข้าไปแก้ไขในสิ่งที่เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ในทุกเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการของคสช.นั้นย่อมส่งผลกระทบกับคนที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่คำถามก็คือมีความจำเป็นต้องประกาศควบคุมสื่ออย่างชนิดที่เรียกว่าเข้มข้นหรือไม่ และอาจมีการตั้งคำถามว่าคสช.ยังไม่มีนโยบายเรื่องนี้ที่ชัดเจน จึงประกาศแบบเหมารวม
หากติดตามการทำงานของคสช. จะเห็นว่าคสช.มีความเข้าใจยุคสื่อสารสมัยพอสมควรว่าเป็นอย่างไร แม้ในภาคปฏิบัติจริง ดูเหมือนคสช.ก็ไม่ได้เข้มงวดและขึงขังตามประกาศ ซึ่งเราเชื่อว่าหากสามารถดำเนินการทั้งหมดตามประกาศ สังคมไทยจะเกิดความตึงเครียดมากกว่านี้เป็นหลายเท่า แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะทำให้คนเลิกวิตกกังวลต่อการประกาศครั้งนี้ไปได้ เราหวังว่าคสช.จะสร้างความชัดเจนในนโยบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ หาไม่แล้วความตึงเครียดของคนในสังคมก็จะยิ่งมีมากขึ้น
เราพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ และเข้าใจตามการชี้แจงของคสช.ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ความกังวลของเราในขณะนี้คือไม่ได้มีหลักประกันใดๆว่าประกาศฉบับนี้จะใช้เมื่อไร และมีขอบเขตที่ชัดเจนแค่ไหน หากทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่แล้ว สังคมไทยมีความเสี่ยงอย่างในระยะต่อไป เพราะขณะนี้ประเทศไทยพัฒนามาไกลมากและมาไกลเกินกว่าจะย้อนไปใช้กฎหมายแบบเดิมๆ ได้ ซึ่งสิ่งที่อำนาจรัฐจะทำคือหาวิธีบริหารจัดการ"ใหม่" ในสิ่งที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคาม หาใช่ย้อนยุคไปใช้วิธีการเดิม






