วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข่มขืน ต้องประหาร?

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นบนรถไฟในครั้งนี้ ได้จุดประเด็นเรื่องบทลงโทษผู้ข่มขืนแล้วฆ่า ว่าสมควรจะโดนประหารชีวิต

ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ผู้ที่สนับสนุนโทษประหารมีจำนวนมาก ผู้ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษถึงชีวิตก็มีไม่น้อย โลกออนไลน์ในช่วงหลายวันมานี้จึงกลายเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ดุเดือดอย่างยิ่ง ที่น่าสนใจก็คือ ตามกฎหมายไทย โทษสูงสุดของการก่อคดีข่มขืนแล้วฆ่าก็คือการประหารชีวิตอยู่แล้ว การเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงบทลงโทษที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ จึงมีแง่มุมซ่อนเร้นหลายแง่มุมที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

หลักฐานว่าโทษประหารชีวิตมีอยู่จริง คือ ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา มีผู้ต้องหาในคดีผู้ข่มขืนแล้วฆ่า 2 รายที่ถูกประหารชีวิต ทั้งคู่ถูกประหารชีวิตในปี 2542 อย่างไรก็ตาม หลักฐานเดียวกันนี้ยังบอกเราด้วยว่า สัดส่วนของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเทียบกับจำนวนคดีที่เกิดขึ้น มันน้อยเสียจนคิดออกมาเป็นทศนิยมได้หลายหลัก ยิ่งพอเป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คนบางส่วนไม่ได้รับรู้ หรืออาจจะลืมไปแล้วว่ามีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ถึงได้รู้สึกว่าบทลงโทษที่มีอยู่ไม่รุนแรงพอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บทลงโทษที่รุนแรงที่สุดของกฎหมายในปัจจุบันก็เป็นระดับรุนแรงสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้อยู่แล้ว

ความรู้สึกว่า คนทำผิดไม่ได้รับการลงโทษเป็นการ “มโน” ไปเองหรือไม่?

การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบ รูปที่แสดงไว้เป็นการสรุปข้อมูลสองชุด เส้นที่แสดงเป็นสัดส่วนของคดีกระทำชำเราที่มีการจับกุมเกิดขึ้นเทียบกับจำนวนคดีที่ได้รับแจ้ง ยกตัวอย่างเช่น สัดส่วนในปี 2555 เท่ากับ 50% แสดงว่าในปีนั้น ถ้ามีการแจ้งความในคดีกระทำชำเราเกิดขึ้น 100 ครั้ง จะมีการจับกุมเกิดขึ้น 50 ครั้ง

กราฟแท่งเป็นการแสดงสัดส่วนคดีข่มขืนกระทำชำเราเทียบกับคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายทั้งหมดในปี 2555 กราฟแท่งมีค่า 14% แสดงว่า ในปีนั้น หากมีคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเกิดขึ้น 100 คดี จะเป็นคดีกระทำชำเรา 14 คดี

หากมองโดยภาพรวมแล้ว ในช่วงปี 2551 ถึง 2555 สัดส่วนการจับในคดีข่มขืนประมาณ 50% แสดงว่า ครึ่งหนึ่งของคดีที่รับแจ้งไม่ได้มีการจับกุม หากมองในแง่ของผู้คิดจะกระทำผิด โอกาสจะรอดหรือไม่รอด มีอยู่ 50:50 ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสสูงมาก คนที่วางแผนจะกระทำผิดในเรื่องนี้จึงไม่กลัวการถูกจับ และสำหรับผู้ที่กระทำความผิดลงไปโดยขาดสติ ก็มีแนวโน้มที่จะหนีก่อน ถ้าหนีไม่รอด จนมุมถูกจับได้ หากสารภาพผิด ก็ยังได้รับการลดโทษอยู่ดี โทษในตัวบทกฎหมายกับโทษที่ได้รับจริงจึงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้แล้ว แนวโน้มของผู้ที่กระทำผิดในคดีข่มขืนคิดเป็นสัดส่วนของคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายทั้งหมด มีสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 10% ในปี 2546 เป็น 14% ถึง 15% ในช่วงปี 2551 ถึง 2555 สะท้อนการเพิ่มขึ้นของปัญหานี้ได้ค่อนข้างชัดเจน

สถิติทั้งสองด้านนี้ สอดคล้องกับความเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ที่เคยให้ความเห็นไว้ว่า การแก้ไขโทษให้รุนแรงขึ้น ไม่ได้เป็นทางออกของปัญหาตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

หลักทางอาชญวิทยาบอกว่า คนที่ก่อคดี มีทั้งที่เป็นอาชญากรโดยกำเนิด และเป็นเพราะสภาพแวดล้อม ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหานี้แบบยั่งยืน จำเป็นต้องขยายขอบเขตการรับผิดชอบแก้ปัญหาไปถึงการอบรมสั่งสอนของครอบครัว ระบบการศึกษาที่ต้องสอนให้คนรู้จักศีลธรรม รู้จักยับยั้งชั่งใจ แม้แต่ค่ายละครทั้งหลายที่เอาความรุนแรงกับฉากวาบหวิวมาเป็นจุดขาย เองก็ต้องสำนึกด้วยว่า สิ่งที่ทำเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในการฟูมฟักอาชญากร

จากข้อมูลข้างต้น ประเด็นที่ต้องถกเถียงกันจึงไม่ใช่เรื่อง “ข่มขืน ต้องประหาร” แต่เป็นการส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้สภาพสังคมที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้กระทำผิดทุกคนได้รับโทษตามที่ควรจะเป็น

ส่วนประเด็นที่ชอบยกมาอ้างกัน ถึงผลการศึกษาที่ว่า การมีโทษประหารชีวิต (Capital Punishment) ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ผู้เขียนได้ลองอ่านงานวิจัยบางส่วนแล้วพบว่า ข้อสรุปที่ได้จะเปลี่ยนไปตามวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการประมาณค่า ข้อมูลชุดเดียวกันสามารถนำมาใช้สนับสนุนการประหารชีวิต หรือใช้คัดค้านการประหารชีวิตก็ได้ การยกผลการศึกษามาอ้างจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นฉันทามติในวงวิชาการ

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องการจะตั้งคำถามไว้ก็คือ ชีวิตของคนมีค่าเท่ากันจริงหรือ?

เราควรแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองมิติ คือ มิติด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน กับมิติด้านการกระทำ สิทธิพื้นฐานของคนหาเช้ากินค่ำและคนรวยล้นฟ้าควรได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน แต่ระหว่างผู้บริสุทธิ์กับอาชญากรที่พิสูจน์แล้วว่าเจตนาทำผิดจริง การให้สิทธิเท่าเทียมกันไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผล เพราะการปกป้องอาชญากรที่ตั้งใจฆ่าคนตาย 2 คน ไม่ให้ได้รับโทษประหารโดยการอ้างความเท่าเทียมกัน ก็คือการให้คุณค่ากับอาชญากรคนนี้มากกว่าคนดีๆ 2 คนที่ต้องตายไปการทำแบบนี้ ไม่ว่าจะประเมินด้วยนิยามไหน ก็ยังห่างไกลจากคำว่าชอบธรรม