ข้าวเปลือกของเราเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างไรภายใต้นโยบายจำนำข้าว ชาวนาและคนไทยทั้งประเทศจะต้องได้รับรู้
ข้อมูล และผลสรุปของหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องจำนำข้าว ที่ได้กระทำอยู่ในขณะนี้จนกระทั่งถึงที่สุดกระบวนการทั้งในทางด้านวินัยและคดีแพ่งคดีอาญา คสช. และรัฐบาลจะต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส สร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม ด้วยสื่อของรัฐอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ เปิดโอกาสให้ซักถามได้ทั้งอย่างรายบุคคลและเป็นคณะเป็นองค์กร โดยเฉพาะชาวนา ชาวไร่ สร้างการสื่อสารสองทางในทุกทาง มีการโฟนอินฟรี สำหรับชาวนา ชาวไร่ เป็นต้น จะต้องไม่ใช้การบังคับให้เชื่อ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร หรือสื่อสารทางเดียว
สำนึกความเข้าใจที่ทันเหตุการณ์ตรงตามข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ชาวนาและคนไทยได้มีความรู้เติบโตทางความคิดและสำนึกเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาเรื่องข้าวได้อย่างยั่งยืนที่สุด
ในวิกฤติการณ์รัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่จ่ายค่าข้าวเปลือกให้ชาวนาข้ามปีหลายแสนครอบครัวที่ผ่านมา ชาวนาในภาคเหนือตอนบนยอมรับว่าผองเพื่อนชาวนาภาคกลางและอีสานมีปากมีเสียงมากกว่าพวกเขา
การยอมรับสภาพหนี้ข้ามปีอย่างไร้ปฏิกิริยาหรือมีปากมีเสียงน้อยมากของชาวนาในภาคเหนือตอนบนเป็นโจทย์ที่ คสช. และรัฐบาลชุดใหม่ต้องเอาใจใส่ เพราะวิกฤตการณ์หนี้ระดับ "แผ่นดินไหว" ครั้งนี้มี “อาฟเตอร์ช็อค” ไม่เพียงทางเศรษฐกิจ แต่ในทางการเมืองด้วยอย่างแน่นอนเนื่องจากความสำนึกความเข้าใจของชาวนา คสช. และรัฐบาลจะไม่สามารถใช้วิธีเรียกตัวชาวนาเข้ามาพบเป็นคนๆ และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ในแบบเดียวกับที่ได้ทำมากับระดับแกนนำทางการเมือง
ไม่ใช่เพราะชาวนาเหล่านี้ดื้อด้าน รับเงินใครมา หรือตั้งใจสมคบคิดจะสร้างวิกฤตการณ์ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด
แม้ชาวนาทุกภาคดีใจมีความสุขเหมือนๆ กันในช่วงเกือบสองเดือนนี้ที่ได้เงินค่าหนี้ข้าวเปลือก แต่ก็ด้วย "สำนึก" ความเข้าใจที่ต่างๆ กัน โดยเฉพาะในระหว่างกลุ่มชาวนาที่ต่อสู้ มีปากมีเสียงในวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา กับกลุ่มชาวนาที่ไม่มีปากไม่มีเสียง จึงไม่มีประสบการณ์ความเข้าใจใหม่ๆ ไม่ได้รู้เห็นเติบโตทางความคิดไปกับสถานการณ์ข้าวภายในประเทศและตลาดโลก
อย่างเช่นที่เห็นเป็นรูปธรรมอยู่เวลานี้ที่ถึงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีแล้ว ในขณะที่ชาวนาภาคกลางส่วนหนึ่ง เช่น ในพิจิตร ได้ตัดสินใจ ทิ้งที่นาเป็นแสนไร่ ไม่ทำนาปีนี้ เพราะไม่แน่ใจสถานการณ์ราคาข้าว ชาวนาภาคเหนือส่วนใหญ่เดินหน้าทำนาไปอย่างเดิมๆ
ชาวนาภาคเหนือตอนบนชอบและพอใจนโยบายจำนำข้าว อยากให้ดำเนินต่อไป ต่างมีความหวังลึกๆ ในใจว่า รัฐบาลจะต้องพยุงราคาข้าวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งไม่ให้พวกเขาต้องขาดทุน และมีรายได้พออยู่ได้ ยอมลงทุนสูงแบบเดิมๆ ในการจ่ายค่าปุ๋ยค่ายากำจัดวัชพืชและจ้างทำ ลดความเสี่ยงเพียงด้วยการผลิตน้อยลงซึ่งเป็นการแก้ปัญหาผิวเผิน
เมื่อถูกถามว่า หากรัฐบาลต้องขาดทุนมหาศาลจากการจำนำข้าวไปทุกปีเรื่อยๆ จะยั่งยืนหรือ คำตอบก็คือว่า “งบประมาณรัฐบาลมีเยอะแยะ สำคัญว่าจะช่วยหรือเปล่า”
คำตอบเช่นนี้บอกทิศทางชัดเจนว่า นโยบายข้าวแบบไหนในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะ “โดนใจ” ชาวนา
สำนึกความเข้าใจของชาวนาจึงเป็นเรื่องที่กินลึกและเป็นโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจการเมืองเสียยิ่งกว่า “การลดต้นทุนการผลิต” ที่ขณะนี้ยังเป็นเพียงยาหอม โปรยไปไม่ถึงไหน
ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อถึงสิ้นปี ข้าวในนาของชาวนาภาคเหนือผู้ตัดสินใจปลูกข้าวนาปีก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยว นำออกขาย ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่า ราคาข้าวเปลือกปีนี้จะเป็นอย่างไร
ชาวนารายย่อยของเราในทุกภาค ไม่เฉพาะภาคเหนือ ยังเป็นประเภท “บ่จด บ่ขีด บ่เขียน บ่ฮู้ต้นทุนการผลิต” ส่วนใหญ่ แม้แต่จะคิดบัญชีต้นทุนการผลิตของตัวเองก็ยังมีปัญหา ไม่มีวัฒนธรรมการขีดการเขียน จดตัวเลขคิดเลขไม่คล่อง ไม่รู้จักคิดค่าที่นาหากว่าไม่ได้เช่า ส่วนใหญ่ไม่คิดค่าแรงตัวเองและครอบครัวหากไม่ได้จ้างมา คิดแต่เฉพาะต้นทุนที่เป็นเงินที่จ่ายออกไป ซึ่งถ้าหากคิดตัวต้นทุนเลขเหล่านี้ไม่ถูกแล้วละก็ อย่าไปหวังเลยเรื่อง ลดต้นทุนการผลิต เพราะตัวเลขที่ได้มาไม่ใช่ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
ที่มีนโยบายว่าจะไปลดต้นทุนการผลิต เอาเข้าจริงๆ กลายเป็นการเพิ่มอัตราความเอารัดเอาเปรียบของระบบทุนนิยมสามานย์ ที่ไม่เคยปราณีเอื้ออาทรต่อผู้ผลิตกำลังน้อยๆ ทุนน้อยๆ ด้อยการศึกษา ด้วยการตอกย้ำให้ชาวนาไม่รู้จักคิดค่าแรงตัวเอง ไม่คิดค่าเช่าที่นาตัวเอง ไม่คิดค่าเสื่อมสึกหรอของเครื่องมือ ที่ดิน และร่างกายเรี่ยวแรงของตัวเอง
ขนาดหนี้ค้างปีที่รัฐทำเสียเจ็บแสบ ยังไม่รู้จักคิดค่าเสียผลประโยชน์ ไม่รู้จักคิดดอกเบี้ยที่ควรได้
การช่วยชาวนาในกรอบทุนนิยมสามานย์ ก็เป็นเช่นนี้แล
ไม่ว่าจะเป็นวิธีลดต้นทุนการผลิต สหกรณ์ ฯ เหล่านี้เราเคยทำมาหมดแล้ว โดยเฉพาะสหกรณ์ที่รัฐปลุกปล้ำมานาน ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะเหตุมากมาย ที่หนักและพบบ่อยเมื่อสหกรณ์ประสบความสำเร็จ ก็คือ ผู้จัดการสหกรณ์ขี้โกง วันดีคืนดีหอบเงินหนี
มิหนำซ้ำ นโยบายจำนำข้าวไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เสริมพลังนายทุน และนักการเมือง ทำลายระบบสหกรณ์ชุมชนที่เคยประคองอยู่มาได้ลงเกือบราบคาบและเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปเลย เช่น ที่สหกรณ์โรงสีชุมชนพะเยา
เราหมักหมมมาแสนนาน ปัญหาข้าวและพืชผลเกษตรอื่นๆ จะแก้ในระบบการผลิตอย่างเดียวไม่สำเร็จแน่นอนภายในเวลาสั้นๆ จำเป็นต้องแก้ปัญหาชาวนาด้วย วิธีอื่นๆ ด้านคุณภาพชีวิตควบคู่ เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล สงเคราะห์ที่อยู่อาศัย กองทุนดอกเบี้ยต่ำ ฯ โดยเฉพาะชาวนาสูงอายุที่รับภาระเลี้ยงดูหลาน ต้องจัด "แพคเกจ" ด้านการศึกษา สุขภาพ นันทนาการให้ด้วย






