คดีข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงอายุ 13 ปี นับเป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญ สร้างความตื่นตระหนกแก่สังคมโดยทั่วไป
เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางทั้งในโลกจริง และโลกออนไลน์ ซึ่งหากกรณีนี้เกิดขึ้นช่วงที่ยังมีรัฐบาลปกครองประเทศอยู่ คงได้เห็นข้อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ใช่เพียงกระแสเรียกร้องให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยลาออกเช่นที่เป็นอยู่เท่านั้น เหมือนประเทศที่ผู้บริหารมีจิตสำนึกดี รับผิดชอบต่อความผิดคดีร้ายที่เกิดขึ้น แม้ตัวเองไม่ได้เป็นผู้กระทำเรื่องร้ายนั้นๆ ด้วยตัวเอง แต่เกิดจากทีมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาก่อขึ้นก็ตาม ซึ่งเท่าที่ผ่านมาธรรมเนียมการลาออกของผู้บริหารไทยเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดไม่ว่าตัวเองจะกระทำเอง หรือเกิดจากผู้ใต้บังคับบัญชาก็ตาม พบได้น้อย ส่วนใหญ่มักจะใช้วาทกรรมต่างๆ แก้ตัวไปกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องมือลบเลือนความผิดพลาดทั้งมวล
กรณีปัญหาของรถไฟไทยสะสม หมักหมมมาช้านาน การเกิดขึ้น และมีอยู่ 117 ปี ยังตอบคำถามสังคมไม่ได้ว่า ได้ดำเนินการสร้างสรรค์สังคม เพิ่มมูลค่าแก่ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนอย่างไร แม้ด้วยโครงการประชานิยมจะทำให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟฟรีกันบ้าง แต่บริการฟรีก็แลกกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สิน ทั้งจากผู้ร่วมเดินทางและสัตว์ไม่พึงประสงค์ที่เกาะ หรือแฝงตัวอยู่ตามที่นั่ง ที่นอนของรถไฟ รวมถึงห้องสุขาที่ไม่ถูกสุขลักษณะปล่อยของเสียให้กระจัดกระจายตามรางรถไฟตลอดเส้นทางใต้จรดเหนือ ยังไม่รวมถึงการเป็นรถไฟรางเดี่ยว ที่การเดินทางต้องรอหลีกซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้โดยสารรถไฟต้องเสียเวลาหลายนาที กระทั่งนานนับชั่วโมง และความสะอาดของขบวนรถก็เป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน เห็นได้จากผู้โดยสารรถไฟยังคงได้รับ "ของฝาก" ติดตัวไปด้วยตลอดเวลาที่ยังไม่ได้อาบน้ำ นั่นคือ "กลิ่นรถไฟ" ชนิดเดินผ่านใครก็จะรับทราบโดยไม่ต้องบอกว่า วันนี้โดยสารรถไฟมา
เรื่องราว หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับรถไฟมักถูกหยิบยกมากล่าวถึงอยู่เนืองๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา และก็มีกระบวนการแก้ตัวออกมาเป็นระยะๆ ตามแต่เหตุที่เกิด หรือเสียงร้องเรียน เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นแต่ละครั้ง หากต้นตอของปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไข และเป็นการบริหารงานที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องหลายพันล้านบาท หรือหลักหมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อปัญหาเกิดก็มักจะได้รับข้อแก้ตัวว่าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ส่วนกรณีอาชญากรรมล่าสุดก็บอกว่าตำรวจไม่เพียงพอ แต่การมีคนมาก หรือคนน้อย คงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น หากก่อนจะเกิดปัญหามีมาตรการป้องกัน ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการรับคนเข้าทำงาน การตรวจสอบประวัติ การตรวจสภาพร่างกายและสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงมีใบรับรองแพทย์แสดง การตรวจสารเสพติด การห้ามจำหน่ายจ่ายแจก พกพา และเสพของมึนเมาทุกประเภทบนรถไฟ โดยเฉพาะการห้ามเจ้าหน้าที่ทั้งก่อนและขณะปฏิบัติหน้าที่เสพของมึนเมา สิ่งเสพติดทุกประเภท แสดงความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ให้บริการผู้โดยสารอย่างเต็มประสิทธิภาพ และถือว่างานที่ทำเป็นงานที่มีเกียรติยศสูงยิ่ง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรรณรงค์ให้ผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบ ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ เกิดด้วยการกระทำของตัวเอง หรือคนภายใต้ปกครองก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปัดให้พ้นตัว เราต้องสร้างคนที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ต่อภาระหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กันทั้งรับผิดและรับชอบ นอกจากการมีมาตรการลงโทษต่างๆ เมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น จิตสำนึกดีเริ่มที่ตัวเราทุกคน






