วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองทวิลักษณ์

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ.2475 ผ่านมาแล้วกว่า 80 ปี

เรามีการเมืองระบอบประชาธิปไตยตามสากลนิยม และการเมืองที่มีรัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ หมายความว่า ค่าเฉลี่ยทุกๆ 4 ปี จะสลับกัน เป็น 'ทวิลักษณ์'

ดังนั้น คนไทยจึงคุ้นชินกันดี ระหว่างรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง กับรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร

หากไม่คิดแห่แหนประชาธิปไตยตามหลักสากลนิยม คือรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า ระหว่างรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง กับรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร อย่างไหนดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

เช่นเดียวกัน ถ้ารัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากรัฐประหาร สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่มีประชาชนคนไหนออกมาต่อต้าน ในเมื่อประชาชน ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เห็นได้จากโพลล์ทั้งหลาย ที่ออกมาตรงกันว่า ประชาชนสนับสนุนการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในทุกด้าน

ตัวแปรที่การเมืองไทยจะเกิดเป็น 'ทวิลักษณ์' จึงไม่ได้อยู่ที่ผู้ครองอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญคือประชาชนที่เป็นฐานรากของการเมือง ให้การยอมรับรัฐบาลนั้นหรือไม่

จนถึงตอนนี้ คสช. ที่บริหารประเทศผ่านรัฐบาลข้าราชการประจำ ไม่พบว่ามีเสียงคัดค้าน ตรงกันข้ามกลับเสียงสนับสนุน โดยเฉพาะ คสช.มุ่งงานด้านการคืนความสุข มากกว่ามุ่งสลายสีเสื้อ และการทำงานของคสช.ดูมีกระบวนทัศน์ อย่างเป็นแบบเป็นแผน ยิ่งกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

แต่คสช.ก็ต้องรู้จักธรรมชาติของการเมืองไทยด้วยว่า คนไทยแม้จะยอมรับการบริหารของคสช. แต่ก็มีบางอย่าง บางตอน ที่คนไทยรู้สึกว่าฝืนธรรมชาติ การคืนสู่สภาวะเป็นปกติ ให้มีรัฐบาลตามสากลนิยมโดยเร็ว ก็จะช่วยคลายแรงกดดันทั้งฝ่ายคสช.และฝ่ายประชาชน

ประชาชนก็ต้องตระหนักด้วยว่า ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะคืนสู่การเมืองที่เป็นปกติ ได้เร็วหรือช้า คสช.เข้าใจสิ่งนี้ดีจึงวางโรดแมพเอาไว้

ส่วนปัญหาที่หลากหลายของไทยซึ่งหมักหมมมานานนับ 10 ปี การจะฝากความหวังให้ทหารจัดการทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ประชาชนคนไทย ต้องสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม เป็นกลุ่มเฝ้าระวัง เพื่อสานต่อแนวทางของคสช. ตอนนี้เรายังไม่เห็น

ดังนั้น เมื่อกระบวนการภาคประชาชน ยังไม่เข้มแข็ง การจะคืนอำนาจ แล้วฝากความหวังให้รัฐบาลเลือกตั้งจัดการแก้ปัญหาต่อ คงเป็นไปได้ยาก ตราบใดที่ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจไม่ตื่นตัว

มองการเมืองไทย ยามนี้จึงยังไม่อาจก้าวพ้น'ทวิลักษณ์'ได้ อยู่ที่ว่าวงหมุนรอบการเปลี่ยนผ่านของ 2 ระบบนี้จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้น