ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กลุ่มผู้เรียกร้องต่างๆ อ้างว่าการใช้กลไกราคาเสมอภาคการนำเข้า
หรือ Import Parity คือ ราคาน้ำมันสิงคโปร์ บวกค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพค่าขนส่งค่าประกันและค่าสูญเสีย เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นค่าใช้จ่ายเทียม ไม่ใช่ราคาตามกลไกตลาด เพราะ ปตท.ครอบงำตลาด มีส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันมากเกินไป
หากไม่ใช้ราคาอ้างอิงแล้วควรจะใช้อะไรกำหนดราคาแทนดี จะใช้ราคาต้นทุนบวกกำไรตามสมควร (Cost Plus) ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้นทุนการกลั่นของโรงกลั่นแต่ละแห่งก็ไม่เท่ากัน แถมวิธีนี้ก็อาจไม่จูงใจให้มีการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่น
บางคนก็บอกให้ใช้ราคาเสมอภาคการส่งออก หรือ Export Parity เพราะเราเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปวันละประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากกำลังการกลั่นมีมากกว่าความต้องการในประเทศ ถ้าใช้ราคานี้ลดราคาน้ำมันทุกชนิดได้ 1 - 2 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว แต่ละปีเราใช้น้ำมันกันประมาณ 37,000 ล้านลิตร (ไม่รวมก๊าซหุงต้ม) ลดภาระประชาชนไปได้ปีละ 37,000-74,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งข้อเสนอนี้ ฟังดูเผินๆ เหมือนจะสมเหตุสมผล แต่ความจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะโรงกลั่นที่เรามีอยู่ 6 โรง กำลังการกลั่นประมาณ 1,050,000 บาร์เรลต่อวันนั้น มีกำไรรวมกันทั้งหมดแค่ 20,000-30,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าให้ลดราคาอย่างที่เสนอ ก็คงต้องเจ๊งหมด หยุดกลั่น ต้องไปนำเข้าในราคาสิงคโปร์ หรือ Mean of Platts Singapore (MOPS) Import Parity แถมถ้ากำลังการกลั่นในภูมิภาคหายไปตั้งล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาสิงคโปร์ก็คงพุ่งสูงขึ้นอีกไม่น้อย ลงท้ายเราคงได้ใช้น้ำมันแพงขึ้นลิตรละหลายบาทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังกลุ่มผู้เรียกร้องเริ่มยอมรับการใช้ราคาสิงคโปร์แล้ว เพราะราคาสิงคโปร์ ไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลสิงคโปร์กำหนด เป็นราคาที่สะท้อนถึง demand supply ของภูมิภาคเอเชีย เป็นหนึ่งในสามของตลาดน้ำมันใหญ่ในโลก ซึ่งอีกสองแห่ง คือ ICE (London) กับ NYMEX (US) ที่ทำให้ราคาน้ำมันมีการซื้อขายกันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ แล้วการอ้างอิงราคาสิงคโปร์เป็นการอิงราคาน้ำมันที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันมีราคาต่ำที่สุดที่โรงกลั่นประเทศอื่นๆ ต้องแข่งขันด้วย
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้เปรียบในการกลั่นน้ำมันมากที่สุดในภูมิภาคนี้ มีท่าเรือน้ำลึก มีสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นยอด มีคลังน้ำมันครบ มีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก ในภูมิภาคนี้ไม่มีใครสามารถมีต้นทุนการกลั่นน้ำมันเทียบเท่าได้ สิงคโปร์มีกำลังการกลั่นวันละ 1,300,000 บาร์เรล แต่บริโภคเพียงไม่เกิน 300,000 บาร์เรลต่อวัน ที่เหลือส่งออก ขณะที่โรงกลั่นไทยมีต้นทุนต่างๆ ที่มากกว่า เช่น การสำรองน้ำมันตามยุทธศาสตร์ 6% ที่โรงกลั่นไทยต้องคงไว้ตามกฎหมาย ในขณะที่โรงกลั่นสิงคโปร์และผู้นำเข้าไม่ต้องมี ภาษีนิติบุคคลที่ไทยก็มากกว่าอีก และต้องกลั่นน้ำมันยูโร 4 ที่มีคุณภาพสูงกว่าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันของสิงคโปร์ก็ไม่นับว่ามีกำไรดีอะไร ยิ่งประเทศต่างๆ ขยายกำลังการผลิตกันเยอะเพื่อพึ่งตนเอง เช่น อินเดีย ขยายหลายล้านบาร์เรลต่อวัน กดดันให้ค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin หรือ GRM) อยู่ในระหว่าง 4-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่คุ้มกับการที่จะลงทุนใหม่ ลงทุนเพิ่มด้วยซ้ำ จึงแทบไม่มีการขยายการผลิตเลยในระยะสิบปีที่ผ่านมา
ถ้าจะสร้างโรงกลั่นน้ำมันในปัจจุบันด้วยกำลังการกลั่นประมาณ 150,000 บาร์เรล ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสม ต้องใช้เงิน 1,875 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อที่จะให้ได้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า คือมีอัตราผลตอบแทนต่อทุน (Equity IRR) ที่ 15% ต่อปี จะต้องได้ค่าการกลั่น (GRM) เฉลี่ย 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลอดอายุ 25 ปี ถ้า GRM 6 ดอลลาร์ จะได้ IRR 12.7% GRM 5 ดอลลาร์ จะมี IRR เหลือเพียง 8.6% ซึ่งไม่คุ้มต่อการลงทุนอย่างมากกับค่าการกลั่นในปัจจุบัน
คิดง่ายๆ ว่า ไทยมีกำลังการกลั่น 1,050,000 บาร์เรลต่อวัน เอกชนลงทุนไป 13,125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 420,000 ล้านบาท ให้เขามีกำไรปีละ 30,000 ล้านบาท นับว่าเป็นกำไรที่ต่ำมากๆ แค่ 7.1% ต่อปี จริงๆ แล้วไม่คุ้มเสี่ยงเลย ไหนจะต้องมาเจอกลุ่มคนไม่รู้เรื่องคอยกดดันขู่จะทวงคืนอีก ลองไปดูหุ้น ESSO ในตลาดก็ได้ ว่ากำไรดีไหม (นี่ขนาดเก่งที่สุดในโลกแล้วนะครับ เจอตลาดไทยยังแป๊กเลย)
โรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งนับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ควรจะมี GRM สูงสุดในประเทศไทย ได้ GRM เฉลี่ยแค่ 5.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงสามปีที่ผ่านมา แถมโรงกลั่นอื่นๆ ได้ GRM ต่ำกว่านี้อีก โดยเฉพาะ IRPC แทบจะไม่มีกำไรเลย
สำหรับประเทศไทยการกำหนดราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรงตามราคา Import Parity คือราคาสิงคโปร์ บวกค่าปรับปรุงคุณภาพ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยและค่าสูญเสีย บางท่านเรียกว่าเป็น “ต้นทุนเทียม” แต่ผู้เขียนขอเรียนว่าจริงๆ แล้วเป็น “ต้นทุนจริง” ที่ต้องจ่าย หากต้องมีการนำเข้า หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น “ราคาตลาดของสินค้าทดแทน” ซึ่งเป็นราคาที่มีความหมายมาก
บางกลุ่มที่อ้างว่าการใช้ Import Parity มากำหนดราคานั้น ทำให้เราใช้น้ำมันแพง ไม่เป็นธรรม ในความเป็นจริงแล้วเป็นการกลับข้างกัน การที่มีน้ำมันจากสิงคโปร์ให้เรานำเข้าในราคา Import Parity นี่ต่างหาก ที่ทำให้เราได้ใช้น้ำมันราคาต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น เทียบกับการใช้แต่กลไกตลาดในประเทศเป็นหลัก รวมถึง Cost Plus ด้วย และยิ่งมีการแข่งขันกันในประเทศอย่างหนักทำให้ราคาขายหน้าโรงกลั่นจริงๆ ต่ำกว่า Import Parity ด้วยซ้ำ แถมราคาก๊าซหุงต้มถูกบังคับให้ขายต่ำกว่าราคาตลาดโลกอีก ทำให้ GRM ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นอุตสาหกรรมที่ดีเลย ไม่มีใครอยากขยาย หลายคนที่ทำอยู่ต้องดิ้นรนไปหากำไรจากด้านอื่นๆ
ถ้าเข้าใจตามนี้ ก็จะเข้าใจกลไกตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายที่ซื้อขายกันในภูมิภาคได้ครับ และจะเข้าใจด้วยว่า ราคา Export Parity ที่มีการพูดถึงต่างหากล่ะ เป็นราคาที่ “มโน” ขึ้นมา โดยที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรกะใดๆ มารองรับเลย






