ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 นั้น นอกเหนือจากการกำหนด
รูปแบบและวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสานงานต่อจาก คสช.ตามโรดแมพให้บรรลุเป้าหมายในอีกราวๆ 1 ปีเศษแล้ว
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อย คือ "การทำประชามติ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีสื่อบางสำนักระบุว่า กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น ไม่มีการพูดถึงการทำประชามติ
สอดคล้องกับที่ผ่านมามีข่าวเป็นระยะว่า คสช.เองก็ไม่เห็นด้วยหากจะมีการทำประชามติ เพราะเกรงจะยิ่งสร้างความแตกแยก
ประกอบกับในชั้นของการรับฟังความคิดเห็น ทาง คสช.คิดว่าได้ระดมความเห็นจากประชาชนทุกกลุ่มผ่านหลายช่องทางอยู่แล้ว จึงน่าจะมีความยึดโยงกับประชาชนมากพอ
อย่างไรก็ดี ในประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนนี้ วันก่อนได้พูดคุยกับ นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำ "ประชาเสวนาหาทางออก" ท่านได้แสดงทัศนะเอาไว้อย่างน่าสนใจ
หมอวันชัย บอกว่า เห็นด้วยกับการไม่ต้องทำประชามติ เพราะเสี่ยงทำให้เกิดภาพความแตกแยกเหมือนตอนประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่สำคัญการทำประชามติตอบอะไรไม่ได้ นอกจาก "รับ" หรือ "ไม่รับ" เท่านั้น แสดงเหตุผลอะไรไม่ได้ แต่หากไม่มีการทำประชามติ ก็ต้องมีช่องทางการยึดโยงกับประชาชนทางอื่น
หมอวันชัย อธิบายว่า ในกระบวนการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่ทุกคนพึงปรารถนา ขณะนี้มีการพูดถึงประชาธิปไตยแบบสานเสวนาหาทางออก หรือ Deliberative Democracy กันมาก ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการพูดคุยและสานเสวนากันอย่างจริงจัง ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาใช้กับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทยได้
"ที่ผ่านมา คสช.ก็ทำได้ดี มีการหาข้อมูลจากคนทุกภาคส่วน โดยมอบหมายให้หลายๆ หน่วยงานไปร่วมกันจัดเวที โดยสถาบันพระปกเกล้าก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่คำถามที่จะตามมาก็คือ ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับซึ่งมีความหลากหลายอย่างมากนั้น ใครจะเป็นคนสรุป" หมอวันชัยตั้งคำถาม และบอกว่า "ถ้าเป็นความเห็นที่แตกต่าง จะใช้วิธีนับที่ปริมาณ จนกลายเป็นประชาธิปไตยแห่งการเคาะหัวเข่า ถ้าขาเด้งขึ้นมาก็นับหนึ่งหรือไม่ แล้วคนที่เราไม่นับ แสดงว่าเขาไม่สำคัญหรืออย่างไร หรือจะใช้กระบวนการที่ทำกันแบบเดิมๆ คือให้นักวิชาการที่เชื่อว่าเป็นผู้รู้มาสรุป และตัดสินความเห็นของประชาชนว่าจะเลือกความเห็นไหน"
หมอวันชัย เสนอว่า กระบวนการที่ควรดำเนินการ คือ ระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรแบ่งเป็นหมวดๆ และเขียนข้อดีข้อด้อยอย่างเป็นกลางเอาไว้ จากนั้นนำเนื้อหาในแต่ละหมวดไปทำประชาเสวนาหาทางออกอีกครั้งหนึ่ง โดยสุ่มตัวอย่างประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ แล้วเปิดเวที และเชิญคนที่ไม่ได้รับการสุ่มตัวอย่าง เช่น เยาวชน หรือองค์กรท้องถิ่นมาร่วมด้วย จากนั้นก็หา "ฉันทามติ" คือ หาความเห็นพ้องร่วมกัน แล้วจึงนำ "ฉันทามติ" ที่ได้ ไปปรับเขียนเป็นรัฐธรรมนูญ
"ผมคิดว่ากระบวนการนี้น่าจะทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนมากกว่า ไม่อยากนั้นก็จะถูกครหาไปตลอดว่าเป็นรัฐธรรมนูญจาก คสช." หมอวันชัยสรุปข้อเสนอของท่านเอาไว้
และยังบอกทิ้งท้ายว่า เมื่อสร้างฉันทามติผ่านกระบวนการประชาเสวนาได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องลงประชามติอีก ประหยัดเงินทำประชามติราวๆ 2-3 พันล้านบาท เพราะการทำเวทีประชาเสวนาทั่วประเทศใช้เงินน้อยกว่ามาก!






