ในช่วงเดือนที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์เดอะออสเตรเลียน ซึ่งเป็นสื่อชื่อดังในออสเตรเลียได้รายงานข่าวเกี่ยวกับ
ผลการใช้กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ หรือ Plain Packaging ซึ่งได้มีการบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2555 ว่าการใช้ซองบุหรี่แบบเรียบกลับให้ผลในทางตรงข้ามเมื่อตัวเลขยอดขายล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามีการบริโภคยาสูบมากขึ้นในช่วงหนึ่งปีหลังจากกฎหมายใหม่นี้มีผลบังคับใช้ และกลับทำให้อุปสงค์ของบุหรี่ราคาถูกเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 นอกจากนั้นปริมาณขายยาสูบในรูปบุหรี่ที่ซื้อจากร้านหรือบุหรี่แบบมวนเองเพิ่มขึ้นถึง 59 ล้าน "มวน" ในช่วงปีที่ผ่านมา
งานวิจัยที่ดำเนินการโดยองค์กรที่คอยเฝ้าดูอุตสาหกรรมยาสูบอย่างอินโฟวิว (InfoView) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุหรี่ราคาถูกมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 เป็นร้อยละ 57 ในปีที่ผ่านมา และในส่วนการสำรวจด้านสุขภาพประชากรของรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ดำเนินการเมื่อปีที่แล้วและตีพิมพ์ผลการสำรวจในเดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 16.4 ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมดในรัฐเป็นผู้สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.7 เมื่อปี 2554 ส่วนในรัฐออสเตรเลียใต้ อัตราการสูบบุหรี่เพิ่มจากร้อยละ 16.7 เป็นร้อยละ 19.4 ในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน
นายเจฟฟ์โรกัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมร้านสะดวกซื้อออสตราเลเซีย (Australasian Association of Convenience Stores) กล่าวว่า "เท่าที่ได้คุยกับร้านค้าปลีก พวกเขาบอกว่าเวลาคนเข้ามาซื้อบุหรี่ในร้านก็จะถามว่า 'บุหรี่อะไรที่ถูกที่สุดที่มี' โดยนักสูบชาวออสซี่ได้ให้ความเห็นว่าซองบุหรี่แบบเรียบนั้นไม่ได้ทำให้อยากเลิกสูบบุหรี่แต่อย่างใด"
สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการผลักดันกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบแทรกอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการบริโภคยาสูบ มาตรา 40 ในการกำหนดหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งตัวแทนจากกรมควบคุมโรคซึ่งได้อธิบายมาตรานี้ในงานประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ฯ ว่าต้องการบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบอย่างประเทศออสเตรเลีย และมีการรายงานข่าวความตั้งใจในการใช้กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
สมาคมฯ และร้านค้าจึงต้องขอชี้แจงให้เห็นถึงผลกระทบที่จะได้รับจากกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบนี้ ซึ่งนอกจากจะจำกัดเสรีภาพในการประกอบการแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกในการเพิ่มภาระในการจัดเรียงสินค้าในร้านอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างยี่ห้อได้ นอกจากนั้นยังจะทำให้บุหรี่หนีภาษี/ของเถื่อนไหลเข้ามาเนื่องจากปลอมแปลงง่าย ซึ่งไม่เพียงจะทำให้รัฐไม่ได้ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ยังจะกระทบต่อรายได้ของร้านค้า อีกทั้งยังไม่ช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่แต่อย่างใด
ถึงแม้ที่ผ่านมาทางกลุ่ม NGO ต่อต้านบุหรี่จะไม่เปิดใจรับฟังผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมยาสูบไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ชาวไร่ หรือผู้ผลิตสักเท่าใด แต่ถ้าจะพิจารณากันด้วยเหตุผลแล้ว ข้อมูลผลการบังคับใช้กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบในออสเตรเลียนี้ นับเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ออกกฎหมายควรนำมาไตร่ตรองว่ากฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบนั้นมีประสิทธิภาพในการลดการสูบบุหรี่อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อพิพาทระดับนานาชาติในองค์การการค้าโลกจากกฎหมายนี้อีกที่ไม่ได้กล่าวถึง
การรณรงค์เรื่องอันตรายจากยาสูบและการป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้าถึงบุหรี่เป็นสิ่งดีที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน แต่ถ้าการออกกฎหมายอย่างสุดโต่งนั้นไม่ได้ช่วยเหลือในประเด็นดังกล่าว อีกทั้งยังมีตัวอย่างให้เห็นว่ากฎหมายนั้นยังจะสร้างปัญหาและผลกระทบอื่นๆ อีกมากมายแค่นี้ก็ชัดเจนว่ากฎหมายนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แล้วจะยังเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่ออะไรอีก?






