ประชาพิจารณ์คูปองทีวีดิจิทัล ครั้งแรกและครั้งที่สอง ผ่านพ้นไปอย่างเงียบเหงาเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ค.
และเสาร์ที่ 5 ก.ค. ยังเหลืออีก 2 เวทีที่ขอนแก่น 8 ก.ค.กับเวทีกรุงเทพฯ10 ก.ค.และยังมีเวทีแบบ Focus Group เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในวันที่ 9 ก.ค. รวมทั้งยังมีเวลาในการแสดงความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ภายในวันที่ 18 ก.ค.
ผมไปร่วมประชาพิจารณ์รอบแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่สามารถไปร่วมที่หาดใหญ่ได้ แต่ตั้งใจจะไปขอนแก่นและกรุงเทพiรวมทั้งแบบ Focus Group แล้วจะเขียนส่งความคิดเห็นเป็นทางการอีกรอบเพื่อยืนยันจุดยืนเดิมไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเงื่อนไขคูปองส่วนลดแลกซื้อกล่องรับสัญญาณดาวเทียม (DVB-T2)
ประเด็นการรับฟังความเห็นสาธารณะตามเอกสารของกสท. ที่ได้แจกกับผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ แยกออกมาเป็น 5 ประเด็น
1.จำนวนครัวเรือนที่จะแจกคูปอง ควรจะแจกทุกครัวเรือนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ในการเข้าถึงบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป
2.มูลค่าคูปอง แบ่งเป็น 690 บาทเงื่อนไขก่อนการประมูล ที่ได้กำหนดจากเงินค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการประมูลทีวีดิจิทัลหรือ 1,000 บาทตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
3.วงเงินที่คาดว่าจะใช้จ่ายจริงในการสนับสนุนทั้งหมดและกระบวนการแจกคูปอง
4.การนำคูปองไปใช้เป็นส่วนลด ควรสามารถนำไปแลกซื้ออุปกรณ์ใดได้บ้าง
- เครื่องรับโทรทัศน์แบบมีจอภาพในระบบดิจิทัล (iDTV) ที่มีอุปกรณ์รับสัญญาณดิจิทัลอยู่ในตัว
-กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (DVB-T2) พร้อมสายอากาศ
-กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลผ่านดาวเทียม (DVB-S2)
-กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลผ่านสายเคเบิล (DVB-C)
ลองประมวลจากการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ ที่เชียงใหม่ที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน โดยมีผู้ยื่นขอแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาประมาณกว่า 20 คน
กลุ่มที่หนึ่ง ผู้ประกอบการจำหน่ายกล่องรับทีวีดิจิทัล (DVB-T2), กลุ่มที่สอง ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล, กลุ่มที่สาม เครือข่ายมูลนิธิผู้บริโภค, กลุ่มที่สี่ นักวิชาการท้องถิ่นและกลุ่มที่ห้า ประชาชนทั่วไป
เท่าที่ฟังการแสดงความคิดเห็นในการประชาพิจารณ์ที่เชียงใหม่ตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม ประเด็นที่หนึ่งน่าจะเห็นพ้องเป็นฉันทานุมัติให้แจกทุกครัวเรือนและอยากจะให้เพิ่มเติมแจกโรงพยาบาล ส่วนประเด็นที่สามแทบไม่มีใครแสดงความคิดเห็นถึงวงเงินทั้งหมดในการแจกคูปอง เพียงแต่มีการพูดถึงกระบวนการแจกบ้างที่ควรเริ่มจากการตรวจสอบบริษัทที่เข้าโครงการจะต้องมีความน่าเชื่อถือและน่าจะไปตรวจสอบถึงโรงงานผลิตกล่อง
ประเด็นที่สอง ระหว่าง 690 บาทหรือ 1,000 บาท ค่อนข้างชัดเจนว่าเครือข่ายผู้บริโภคได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า 690 บาทที่รวมเสาอากาศด้วยน่าจะเพียงพอเพื่อไม่ให้ร้านค้ากำไรเกินควร แต่ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการภาคธุรกิจค่อนข้างเห็นตรงกันว่าควรจะกำหนด 1,000 บาทเพื่อให้ได้กล่องรับสัญญาณที่ได้คุณภาพและให้มีเสาอากาศพร้อมไปติดตั้งดูได้เลย
ประเด็นที่เห็นต่างกันค่อนข้างมากคือควรจะแลกอุปกรณ์แบบไหน ระหว่างกล่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินกับกล่องทีวีดาวเทียม
กลุ่มผู้ประกอบการจำหน่ายกล่องรับทีวีดิจิทัล,กลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและกลุ่มเครือข่ายมูลนิธิผู้บริโภค ค่อนข้างเห็นตรงกันว่าควรจะให้แลกซื้อได้แค่ 2 ประเภทคือส่วนลดซื้อโทรทัศน์ที่มีจูนเนอร์ในตัวกับกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินพร้อมเสาอากาศ
เหตุผลหลักคือเงินจากการประมูลทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ควรจะมาสนับสนุนอุปกรณ์ภาครับทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินเพื่อความเป็นธรรมกับผู้เข้าประมูล, กล่องภาคพื้นดินสามารถรับช่องทีวีดิจิทัลในคุณภาพความคมชัดสูง (HD) และรับชมทีวีชุมชนได้
และยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจจาก"เขมทัตต์ พลเดช" ซีอีโอช่อง PPTV 36 ให้แจกคูปองส่วนลดแลกซื้อกล่องภาคพื้นดินพร้อมเสาอากาศไปก่อน 1 ปี แล้วหลังจากนั้น 1-2 ปีค่อยแจกคูปองแลกกล่องทีวีดาวเทียมได้บนเงื่อนไขการเรียงช่อง 1-36 , การจำกัดจำนวนช่อง ฯลฯ
ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ได้แสดงความคิดเห็นให้แจกคูปองแลกซื้อได้ทุกประเภท เหตุผลหลักๆ เพื่อไม่เป็นการจำกัดสิทธิ์ประชาชน, ชาวบ้านมีจานดาวเทียมเยอะอยู่แล้ว , บางพื้นที่สัญญาณดิจิทัลไปไม่ถึง ฯลฯ
เท่าที่ฟังกลุ่มประชาชนที่แสดงความเห็นสนับสนุน ให้แลกกล่องทีวีดาวเทียมได้ น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือขาดความเข้าใจในระบบรับสัญญาณทีวีดิจิทัลผ่านจานดาวเทียม เพราะไม่มีใครบอกเลยว่าต้องการให้แลกจานดาวเทียมได้ด้วย ทุกคนมักจะพูดแค่ว่าอยากจะให้แลกกล่องทีวีดาวเทียมและบางคนยังบอกว่าราคา 1,000 บาทควรจะได้เสาอากาศกับกล่องทีวีดาวเทียมมาด้วย ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดพอสมควร เพราะถ้าหากนำคูปองไปแลกเป็นกล่องดาวเทียมมาอย่างเดียวจะยังดูทีวีดิจิทัลไม่ได้ แต่จะต้องเพิ่มเงินค่าซื้อจานดาวเทียมและจ้างช่างติดตั้งอีกไม่น้อยกว่า 1,000 บาท
ยกเว้นกรณีชาวบ้านมีจานดาวเทียมอยู่แล้ว ถ้าแลกกล่องทีวีดาวเทียมมาอีกจะต้องเอากล่องทีวีดาวเทียมรุ่นเก่าทิ้งไปเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ แล้วเอากล่องใหม่มาติดตั้งแทนหรือถ้าไม่แทนกล่องเก่า จะต้องจ้างช่างมาเดินสายเพิ่มจุดรับชมในบ้าน ข้อมูลเหล่านี้หากยังไม่มีคำอธิบายให้ชาวบ้านได้เข้าใจ จะยิ่งเกิดความสับสนมากขึ้น ในกรณีกสท.อนุมัติให้คูปองสามารถไปแลกกล่องทีวีดาวเทียมได้
แต่ชาวบ้านในกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภค กลับมีความเข้าใจชัดเจนว่า ต้องการให้แลกซื้อได้เฉพาะกล่องรับทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน จะทำให้รับชมช่องฟรีทีวีได้มากขึ้นจาก 6 ช่องเป็น 48 ช่อง , ทำให้ภาพคมชัดมากขึ้นและยังได้ช่องแบบ HD , รับชมช่องทีวีชุมชนได้ในอนาคต,ไม่เอากล่องทีวีดาวเทียมไม่ต้องการดูช่องทีวีดาวเทียมที่ไม่ได้คุณภาพมีแต่โฆษณาขายสินค้า ฯลฯ
ในมุมมองของผู้ประกอบการจำหน่ายกล่องทีวีดิจิทัล บอกว่าผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากกสทช. มีมากกว่า 150 รุ่นจะทำให้มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าในที่สุดกำหนดมูลค่าคูปอง 690 บาทก็อาจจะยังพอทำตลาดได้ แต่ถ้าหากให้แลกกล่องทีวีดาวเทียมจะมีบริษัทที่ได้ประโยชน์แค่ 3-4 บริษัทเท่านั้นที่ทำธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก
ในขณะที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเห็นว่า การแจกคูปองกล่องทีวีดาวเทียม น่าจะไม่ได้ทำให้เพิ่มจำนวนคนดูทีวีดิจิทัลและยังเป็นการเพิ่มคู่แข่งขันช่องทีวีดาวเทียมอย่างไม่จำกัด สุดท้ายช่องทีวีดิจิทัลที่เสียเงินประมูลแพงๆ จะมีสภาพไม่แตกต่างจากช่องทีวีดาวเทียมที่ไม่มีการประมูล
ข้อสังเกตจากการประชาพิจารณ์ในรอบแรกหากจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น น่าจะเริ่มต้นจากการให้ข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดของกระบวนการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากระบบเดิมแบบอนาล็อกไปสู่ระบบทีวีดิจิทัลเป็นอย่างไร ก่อนนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นจากผู้ร่วมประชาพิจารณ์
อย่างน้อยที่สุดน่าจะถือโอกาสนี้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับชมทีวีดิจิทัลเป็นหลัก ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวชาวบ้านที่สุดว่าการรับจากภาคพื้นดิน สามารถทำได้ด้วยวิธีไหนบ้างที่เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย , ทำไมชาวบ้านสามารถรับช่องทีวีดิจิทัลผ่านดาวเทียม และมีความแตกต่างจากการดูทีวีดาวเทียม 200-300 ช่องที่ชาวบ้านคุ้นเคยอยู่แล้วอย่างไร, ทีวีชุมชนคืออะไร ฯลฯ
เมื่อฐานข้อมูลและความเข้าใจ ของผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ยังไม่มีการปรับจูนก่อน กระบวนการประชาพิจารณ์ ที่กำหนดให้เป็นการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ มักจะกลายเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเชิงพิธีกรรมเสียมากกว่า จะได้ข้อมูลจากรากหญ้าตัวจริงไปเป็นข้อมูล เพื่อการตัดสินใจอย่างถูกต้องของกสทช.ที่ส่วนใหญ่มีธงอยู่แล้ว






