วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มนุษย์ก้าวมาไกล แต่อาจจะก้าวไปสู่หายนะได้

บรรพบุรุษของเราใช้ชีวิตแบบอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์มาเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ล้านปี

จนถึงเมื่อราว 5,000-10,000 ปีที่แล้ว มนุษย์บางกลุ่มจึงเริ่มรู้จักการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีอาหารการกินดีขึ้น การเสียชีวิต เนื่องจากขาดแคลนอาหารลดลง มีเวลาพัฒนาวัฒนธรรม เทคโนโลยี ที่ช่วยให้มนุษย์ชีวิตอยู่รอดและสะดวกสบายเพิ่มขึ้น

หลังจากการปฏิวัติการเกษตร เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ประชากรโลกเพิ่มจากราว 10 ล้านคน เมื่อ 10,000 ปีก่อน เป็น 600 ล้านคน เมื่อ 500 ปีก่อน

กลุ่ม/ชุมชนเล็กๆ ขยายตัวเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นหมู่บ้าน เมือง มีการทำหัตถกรรม การค้าขาย มีการจัดองค์การปกครองทางการเมืองเศรษฐกิจแบบเมืองที่มีการแบ่งงานกันทำ มีระบบการปกครอง/ผู้ปกครอง การรู้จักการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดที่สำคัญต่อมาจริงๆ เกิดขึ้นในรอบ 250 ปีที่แล้ว เมื่อการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เรียกกันว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากระบบเกษตรเพื่อยังชีพและระบบศักดินาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม

มนุษย์สามารถผลิตทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลิตสินค้าบริการได้เพิ่มขึ้น เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งขยายตัวและบริโภคทรัพยากรของโลกมากขึ้น มนุษย์เพิ่มจาก 600 ล้านคน เมื่อ 500 ปีที่แล้วเป็น 7 พันล้านคนในปัจจุบัน

มนุษย์ในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม ช่วง 250 ปีถึงปัจจุบัน ได้ทำลายทรัพยากร ระบบธรรมชาติสภาพแวดล้อม และทำลายมนุษย์ด้วยกันเองด้วยสงคราม การกดขี่ขูดรีด ทั้งการใช้แรงงานทาส ใช้แรงงานราคาต่ำ ทั้งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ในประเทศเมืองขึ้นและกึ่งเมืองขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ มนุษย์กลุ่มที่รวยกว่าที่เป็นชั้นนำ เอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจการเมือง สร้างปัญหาความไม่สมดุลของระบบนิเวศและสังคม เช่น ทำลายป่าไม้ ป่าชายเลน แหล่งอาหารในทะเล ฯลฯ

ทรัพยากรธรรมชาติของทั้งโลกขาดแคลน เกิดสงคราม การแย่งชิงที่ดิน น้ำ น้ำมัน ทรัพยากรต่างๆ ปัญหาความยากจน ขาดแคลน, การกดขี่ขูดรีดการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของแต่ละกลุ่ม ปัญหามลภาวะโลกร้อน (อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้น) ให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยขึ้น รุ่นแรงขึ้น ภูมิอากาศแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง หนาวจัด ร้อนจัด แล้ง น้ำท่วม พายุ ฯลฯ เพิ่มขึ้น

จากเมื่อ 5 ล้านปีที่แล้วถึงปัจจุบัน มนุษย์ได้พัฒนาทั้งตัวมนุษย์เองและสภาพแวดล้อมที่มาไกลจากบรรพบุรุษมนุษย์ยุคแรกมาก แต่เป็นการพัฒนาที่มีทั้งความเจริญก้าวหน้าโดยเปรียบเทียบ และการทำลายล้าง การเอารัดเอาเปรียบ ทั้งธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และมนุษย์ด้วยกันมากกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์

ปัจจุบันมนุษย์ในฐานะผู้ครองโลกเหนือสัตว์อื่นเป็นทั้งผู้สร้างปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ ปัญหาวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง สังคม ความรุนแรงจากสงคราม การก่อการร้าย การกดขี่ขูดรีดประเทศและกลุ่มคนที่อ่อนแอกว่า ยากจนกว่า รู้น้อยกว่า

มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ยากจนหรือรายได้ต่ำ 2-3 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของมนุษย์ทั้งโลก มีชีวิตอย่างยากลำบาก ขาดอาหาร น้ำ สาธารณสุข การดูแลสุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานที่เหมาะสมทำ ฯลฯ ขณะที่มนุษย์ส่วนน้อย พวกนายทุนและชนชั้นกลางที่ร่ำรวยที่สุด 10% แรกของมนุษย์ทั้งโลก ในเมืองใหญ่ๆ มีชีวิตที่สะดวกสบาย หรูหรา ด้วยความมั่งคั่งและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างที่มนุษย์ยุคก่อนไม่รู้จักและแตกต่างจากประชาชนส่วนใหญ่มาก

ปัญหาโลกร้อน มลภาวะเสื่อมโทรมในทุกประเทศทั่วโลกเพิ่มความรุนแรงขึ้นในอัตราเร่ง โดยชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักและไม่ได้ร่วมมือหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการลงทุนเพิ่มผลผลิตและหากำไรสูงสุด มีอิทธิพลในการกำหนดให้มนุษย์ต้องใช้ชีวิตแบบหารายได้เพื่อมีเงินไปบริโภคไปวันๆ และยังต้องการความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

คนส่วนใหญ่แม้แต่คนที่มีการศึกษาด้านวิชาชีพและมีความรู้ด้านต่างๆ พอสมควร ไม่มีเวลาที่จะสนใจหรือเข้าใจเรื่องผลกระทบจากการที่มนุษย์ผลิตและบริโภคมากไป จนธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกทำลายมาก

พวกผู้นำที่เป็นนักการเมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือวิธีการอื่น ล้วนเป็นคนที่ต้องการอำนาจ ผลประโยชน์ ต้องการทั้งการหาเสียง เอาใจผู้บริโภคต้องการความร่ำรวย ความสะดวกสบายส่วนตัว ผู้นำรัฐบาลประเทศต่างๆ จึงทำความตกลงเพื่อร่วมมือกันในเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสภาพแวดล้อมได้น้อย ได้แต่ประชุม แสดงโวหารมากกว่าจะลงทำจริงๆ

ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประชาชนมีการศึกษาสูง มีผู้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่จำนวนหนึ่ง สามารถผลักดันให้รัฐบาลดูแลเรื่องอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในมลรัฐ เมือง ประเทศ ของตนเองได้บ้าง แต่ทำได้แค่ขอบเขตหนึ่งและไม่ได้ก้าวไปถึงขั้นที่จะออกกฎหมายควบคุมดูแลบรรษัทข้ามชาติจากประเทศต่างเหล่านี้ที่ไปลงทุนทำลายสภาพแวดล้อมในประเทศอื่น คนรวยคนชั้นกลางในทุกประเทศยังบริโภคมาก ใช้พลังงานมาก ทำลายสิ่งแวดล้อมมากอยู่ดี

ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม การป้องกันภาวะโลกร้อน บางครั้งทำกันพอเป็นพิธี เป็นแฟชั่น เป็นการสร้างภาพชั่วครั้งชั่วคราว มากกว่าจะคิดทำแบบเอาจริงเอาจัง และอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

ถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ฉลาดพอที่จะตระหนักว่าปัญหาวิกฤตระบบนิเวศเป็นปัญหาใหญ่จริง เร่งด่วนจริงสำหรับทุกคน และถ้าเราทุกประเทศ ทุกเมือง ทุกคน ไม่รีบลงมือควบคุมการปล่อยมลภาวะไปในบรรยากาศ ผืนดิน และทะเล ตั้งแต่วันนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจต้องตกต่ำกลับไปสู่ยุคป่าเถื่อนอีกครั้ง หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั่วโลกอาจจะสูญพันธุ์เหมือนกับที่ไดโนเสาร์ที่เคยเป็นผู้ครองโลกมาก่อน 135 ล้านปีก่อน แต่ได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ 60 ล้านปีที่แล้ว