บทเรียนจากลอตเตอรี่ : โควตา-ผูกขาด-มาเฟีย คือสาเหตุทุกปัญหาสังคมไทย

บทเรียนจากลอตเตอรี่ : โควตา-ผูกขาด-มาเฟีย คือสาเหตุทุกปัญหาสังคมไทย

เรื่องราวการขายสลากกินแบ่ง หรือลอตเตอรี่เกินราคา ที่เป็นข่าวคราวช่วงนี้ เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(คสช.) ประกาศจะแก้ไขให้ได้ และต้องให้ชาวบ้านซื้อที่ราคาตามที่ระบุไว้บนตั๋วคือใบละ 40 บาทและคู่ละ 80 บาทนั้น มีความสลับซับซ้อนของความไม่ชอบมาพากล ที่สะท้อนถึงปัญหาของสังคมไทยไม่น้อย

นั่นคือการทับซ้อนของความฉ้อฉล, กลไกผูกขาด, หาคนอธิบายและรับผิดชอบไม่ได้, อีกทั้งยังมีการบิดเบือนกลไกปกติ และผิดกฎเกณฑ์กติกาธรรมชาติแห่งการซื้อขายในตลาดอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง

ต้อตอของปัญหาเรื่องลอตเตอรี่ก็ไม่ต่างกับปัญหาใหญ่ ๆ ของบ้านเมืองนี้ เพราะมันมากับคำว่า “ผูกขาด” “โควตา” “มาเฟีย” “ขาดกลไกตรวจสอบ” และ “ขาดการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นหลัก

ปัญหาของประเทศนี้หากแก้ที่สามสี่เรื่องนี้ได้ก็แก้ได้หมด

เรื่องสลากกินแบ่งที่เป็นปัญหาเริ่มจากมีโควตา และเมื่อมีโควตาก็ย่อมมีผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องเพราะคำถามแรกก็คือใครเป็นคนกำหนดโควตาว่าใครควรจะได้เท่าไหร่?

และเมื่อให้อำนาจใคร คำถามต่อมาก็คือว่ามีกติกาที่จะใช้อำนาจนั้นอย่างไร?

และเมื่อมีกติกา การใช้อำนาจแล้ว คำถามต่อมาก็คือว่าใครตรวจสอบการใช้อำนาจนั้น?

ที่ผ่านมาไม่มีคำตอบต่อสาธารณชนในประเด็นเหล่านี้

แน่นอนว่าเมื่อมีคนกลุ่มเดียวมีอำนาจกำหนดโควตา และเมื่อลอตเตอรี่ของรัฐบาลเป็นเรื่องผูกขาด ผลประโยชน์ก็ย่อมจะมีมหาศาล

มีคนบอกว่าที่ “ต้นทุน” ของการขายลอตเตอรี่แพง ก็เพราะคนที่ต้องการได้โควตาต้องหอบเงินไปให้นักการเมืองที่มีอำนาจกำหนดว่าใครจะได้โควตาเท่าไหร่?

ต้นทุนคอร์รัปชันนั้นเองเป็นตัวกำหนดราคาปลายทาง ราคาหน้าตั๋วจึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

แต่ทำไมผู้บริโภคจึงยอมจ่ายคู่ละ 110 หรือ 120 บาททั้ง ๆ ที่ราคาหน้าตั๋วเขียนไว้ที่ 80 บาท?

มีคำอธิบายว่าเพราะทุกงวดจะมี “เลขเด็ด” ที่คนซื้อวิ่งหากันทำให้ราคาลอตเตอรี่พุ่งขึ้นไปเหนือราคาที่กำหนดทางการ

คำถามต่อมาก็คือว่า “เลขเด็ด” ที่ว่านี้ใครเป็นคนปล่อยออกมา? และถ้ามีเลขเด็ดจริง ก็ควรจะมีเลขที่ไม่เด็ด ดังนั้น ราคาลอตเตอรี่ที่ไม่ได้เข้าข่ายเลขเด็ดก็ไม่ควรจะต้องแพงพอ ๆ กับใบที่มีเลขเด็ดไม่ใช่หรือ?

มีข้อสงสัยต่อมาอีกว่าถ้า “เลขเด็ด” ที่ว่านี้เด็ดจริง ก็ย่อมแปลว่ามีคนล่วงรู้การออกสลากทุกงวดกระนั้นหรือ? ทางการปฏิเสธเรื่อง “ล็อกเลข” มาตลอด แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่าเลขเด็ดนั้นหลุดออกมาล่วงหน้าได้

กลไกตลาดปกติบอกเราว่า ถ้ายอดคนซื้อลอตเตอรี่ทุกงวดมีอยู่จำนวนหนึ่ง หากเราพิมพ์ยอดเท่านั้นออกมา ราคาตลาดก็ไม่ควรจะต้องสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ระบุบนตั๋วนั้น

และตามกฎเกณฑ์ตลาดที่เป็นไปตามธรรมชาติ หากกองสลากฯต้องการจะให้ราคาตลาดลดลง ก็พิมพ์จำนวนเพิ่ม และถ้าต้องการราคาแพงขึ้น ก็พิมพ์น้อยลง

แต่ดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับลอตเตอรี่ไทยทุกวันนี้ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยหลักการตลาดปกติ เพราะทุกคนก็ยังต้องซื้อที่ 120 บาท ขณะที่ตั๋วบอก 80 บาทอยู่ดี โดยไม่เกี่ยวกับว่าแต่ละงวดขาดหรือเหลือเท่าไหร่?

จะเป็นไปอย่างนี้หรือไม่ คสช.ที่กำลังต้องการจะแก้ปริศนาข้อนี้ สามารถตรวจสอบได้ไม่ยากอะไรเลย

เพราะหากมีระบบยี่ปั๊ว ซาปั๊ว อย่างที่เป็นข่าว ก็ย่อมจะสามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละจุดนั้นหักกำไรไว้กี่เปอร์เซ็นต์ และเหลือให้ผู้ขายปลีกได้กำไรเท่าไหร่?

ถ้าผู้ขายปลายทางต้องจ่ายสูงกว่าที่กำหนดไว้หน้าตั๋วขนาดนี้ ก็ย่อมแปลว่าเปอร์เซ็นต์ลดหลั่นจากแต่ละขั้นตอนนั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นแน่นอน

แปลว่าระหว่างทางจะต้องมี “มือดี” (ความจริงคือมือไม่ดี) ดูดเอาเงินไปมากกว่าที่ควรจะได้จนกลายเป็นปัญหา “โลกแตก” ของเมืองไทยถึงวันนี้

ที่ยิ่งทำให้ดูแปลกไปกว่านั้นคือกองสลากฯบอกว่า ตั้งแต่อาทิตย์ที่ผ่านมา ใครจะซื้อลอตเตอรี่ราคาที่ควรจะเป็นคือ 80 บาทต่อคู่ได้ ต้องไปที่ทำการของกองสลากฯเอง แต่การขายในตลาดยังสูงผิดปกติอยู่ต่อไป

เหมือนมี “ราคาหน้าโรงงาน” กับ “ราคาห้าง” ขึ้นมาทีเดียว

ทั้ง ๆ ที่ คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขนาดนี้แล้ว ก็ยังสั่งให้ราคาลงมาปกติไม่ได้กระนั้นหรือ?

ผมเริ่มต้นคอลัมน์ด้วยการบอกว่า เรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนยิ่ง แต่ความจริง ถ้าเป็นตามตรรกะที่ผมยกมาวิเคราะห์ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรยุ่งยากมากมายเลย เป็นเรื่องของระบบโควตาและการผูกขาด และการที่ไม่มีใครกล้าลงไปจัดการบริหารเท่านั้นเอง

ได้หรือเสียจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐนี่เป็นเรื่องโชคดีโชคร้าย

แต่การปราบปรามความไม่ชอบมาพากลในกลไกพิลึกพิลั่นของเรื่องนี้ เป็นเรื่องความเด็ดขาดชัดเจน ไม่เกี่ยวกับโชคแต่อย่างใด