ท่านผู้อ่านท่านหนึ่งส่งรูปนี้มาให้ผม เตือนความทรงจำว่าหลังการรัฐประหาร โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
เมื่อปี 2549 ได้ไม่นาน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คุณราลฟ์ บอยส์ ก็เข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อไปจับมือกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อแสดงความยินดีที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
พลเอกสุรยุทธ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นคนที่หัวหน้าคณะปฏิวัติขอให้มาเป็นนายกฯ แต่ไม่มีประเด็นต่อต้านคัดค้านด้วยภาษาแรง ๆ จากวอชิงตัน อย่างที่เป็นกรณีหลังการรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้
ท่านผู้อ่านท่านนี้ถามผมว่าสหรัฐฯ มีกี่มาตรฐานในเรื่องนี้?
ผมตอบว่าไม่ทราบ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านทูตบอยส์ ของสหรัฐฯขณะนั้น มีทัศนคติต่อประเทศไทยต่างจากทูตคริสตี้ เคนนี่ คนปัจจุบันตรงที่ว่าพยายามจะอธิบายความเป็นไปของการเมืองไทยขณะนั้น จากหลายมุมมอง รวมถึงความรู้สึกของคนไทยทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และที่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจโดยทหารในปีนั้น
ทูตบอยส์รายงานกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯว่า อเมริกาควรจะยอมรับรัฐบาลหลังปฏิวัติเพื่อให้นำไปสู่การเลือกตั้งกลับไปสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ต่างจากท่าทีของสหรัฐฯ ตอนนี้ที่ค่อนข้างจะกร้าวและใช้ภาษาดุดันกว่าสมัยนั้นมาก
วันก่อน เห็นท่านทูตคริสตี้ เคนนี ไปพบท่าน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่หลังจากนั้นภาษาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศก็ยังค่อนข้างจะแข็งกร้าว ไม่ได้แสดงว่ามีความ “เข้าใจ” คณะรักษาความสงบแห่งชาติมากขึ้นตาม ที่ คสช. เรียกร้องแต่อย่างใด
ปีนี้สหรัฐฯฉลองวันชาติเป็นปีที่ 238 และมีความสัมพันธ์กับไทยมาได้ 180 ปี เป็นเพื่อนเก่าแก่ที่สุดคนหนึ่งในเอเชีย
ข่าวบอกว่าสถานทูตสหรัฐฯจัดงานวันชาติประจำปีเย็นนี้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ส่งบัตรเชิญไปร่วมงานถึงผู้นำ คสช. แต่อย่างใด
ข่าวบอกด้วยว่าบัตรเชิญไปงานวันชาติมีถึงนายทหารระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ท่านเหล่านั้นก็อาจจะไม่ไปร่วมงาน เพราะคงจะมีความกระอักกระอ่วนใจพอสมควรทั้งสองฝ่าย
งานเลี้ยงวันชาติสหรัฐฯวันนี้ จึงอาจจะกร่อยลงไปถนัดตา เพราะปกติทุกปีสถานทูตสหรัฐฯ จะเชิญผู้นำของประเทศเจ้าภาพทุกระดับไปงานนี้ เมื่อระดับผู้นำของประเทศไทยไม่ปรากฏตัว บทสนทนาในงานก็คงไม่ใช่เรื่องของคนไปร่วมงาน แต่หัวข้อซุบซิบในวงงานเลี้ยงก็คงจะเกี่ยวกับ “คนที่ไม่ได้รับเชิญ” มากกว่า
ใครไม่ไปจะได้รับความสนใจมากกว่าคนไปงาน
ที่น่าสนใจคือหากสถานทูตสหรัฐฯ ไม่ส่งเทียบเชิญไปยังหัวหน้า คสช.เพราะไม่ยอมรับ แต่ได้ส่งบัตรเชิญถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บังคับบัญชาทหารเรือรวมไปถึงปลัดกระทรวงกลาโหมหรือไม่?
คนที่ได้รับแต่งตั้งเป็น “ที่ปรึกษา” ของ คสช. ได้รับบัตรเชิญไปงานเลี้ยงนี้หรือไม่ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะสหรัฐฯ เป็นคนวางกติกาไม่ยอมรับเรื่องอย่างนี้ แต่ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการต่อต้านคัดค้านนั้นกินความไปถึงคนที่มีความสัมพันธ์กับ คสช. มากน้อยเพียงใด
เป็นมาตรฐานแห่งวิธีปฏิบัติที่ประเทศต่าง ๆ ที่คบหาสหรัฐฯ จะต้องทำความเข้าใจเพื่อจะได้วางตัวถูกเมื่อต้องตอบคำถามเหล่านี้
และอย่าได้แปลกใจหากจะมีคนไปงานเลี้ยงคืนนี้กระซิบถามท่านทูตสหรัฐฯ ว่า เมื่อหัวหน้า คสช. ประกาศ Roadmap ชัดเจนว่าจะตั้งสภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูป และคณะรัฐมนตรีในเดือนข้างหน้า จนนำไปสู่แผนการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนตุลาคมปีหน้า วอชิงตันจะแสดงความเป็นมิตรต่อ คสช. มากขึ้นหรือไม่อย่างไร?
ยุคสมัยที่ผมทำข่าวใหม่ ๆ เมื่อกว่า 40 ปีก่อน แวดวงการเมืองซุบซิบกันว่า กลุ่มทหารไหนจะทำรัฐประหารจะต้องแวะเข้าไปที่สถานทูตสหรัฐฯเพื่อแจ้งให้เขาทราบเป็นทำนองว่า วอชิงตันควรจะรู้ความเคลื่อนไหวอย่างนี้ก่อน
สมัยนั้นเล่าลือกันหนาหูว่า CIA หรือสำนักหน่วยข่าวกรองกลางของอเมริกานั่นแหละ เป็นคนส่งเสริมให้ทหารยุคนั้นรวบอำนาจการปกครองเสียเอง เพราะจะได้กำกับทิศทางการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยยุคนั้นได้
จึงได้เกิดตำนาน The Ugly American กับประเทศสมมติที่ชื่อ “สารขัณฑ์” มีนายกรัฐมนตรีประเทศนี้แสดงโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่นแหละ
ผมไม่แน่ใจว่าหลัง 22 พฤษภาคมปีนี้ หนังสือ “1984” ที่เขียนโดย Gorge Orwell กับ “The Ugly American” ของ Eugene Burdick and William Lederer เล่มไหนมีคนไทยไปหาซื้อมากกว่ากันแน่






