หลังจากตกอยู่ในวังวนปัญหาการเมืองมานานนับปี ไม่มีใครยอมรับใคร ในสองฝั่งความเห็นแตกต่าง
แต่หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาเป็นคนกลางยึดอำนาจ และวางระบบปรับโครงสร้างการเมืองใหม่ แม้จะมีเสียงท้วงติงจากนานาชาติว่าเป็นวิธีการที่ล้าสมัย เหมือนถอยหลังกลับไป 30 ปี เพราะไม่ต่างอะไรกับการ"ปฏิวัติ" แต่ในมุมของคนไทย ทั้งคนทำธุรกิจ และประชาชนคนเดินถนนทั่วไป ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า นี่คือวิธีการที่เหมาะสมแล้วสำหรับสถานการณ์การเมืองไทย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตกอยู่ในภาวะของความแตกแยก ช่วงชิงอำนาจ และซับซ้อนหลายระดับชั้น
นับจากนี้ไปอีก 1 ปีเศษ ตามคำมั่นที่ คสช.ประกาศไว้ว่า จะปรับโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และจะพร้อมให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างเร็วที่สุด 1 ปีกับอีก 3 เดือน แม้คำมั่นนี้ไม่มีอะไรยืนยันได้ แต่ก้าวย่างในการแก้ปัญหาที่ คสช. ทำมาทีละขั้นตอนนับจากวันยึดอำนาจตั้งแต่ช่วงค่ำ ของวันที่ 22 พ.ศ.2557 เป็นต้นมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น มีการจัดระเบียบสังคม ในจุดต่างๆ ที่เป็นปัญหามานาน แม้การจัดระเบียบนี้ จะไปกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ตาม แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้ว ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี สำหรับสังคม โครงการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น ยังคงเดินหน้า
ในมุมของคนทำธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เริ่มมองเห็นโอกาสและอนาคต ทำให้ผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ผลชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นดีขึ้นมาก ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย ประจำไตรมาส 2/2557 พบว่าปัจจุบันมีค่าเท่ากับ 56.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2557 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 43.7 ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1/2556 โดยผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นกว่า ผู้ประกอบการรายเล็ก
นอกจาก ดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าวแล้ว อีกสัญญาณที่สะท้อนภาพ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสินค้ากลุ่มอสังหาฯ ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังการปัญหาการเมืองสงบ ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น ส่งผลต่อยอดขายบ้านมือสองเพิ่ม 10-15% แสดงว่าประชาชนเริ่มตัดสินใจซื้อมากขึ้น
ทั้งสองปัจจัยนี้ ล้วนสะท้อนภาพความเชื่อมั่น ในภาคธุรกิจได้ชัดเจน เมื่อการเมืองนิ่ง แม้จะมีการถอดถอน โยกย้ายสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัจจัยลบโดยตรง ต่างจากความวุ่นวายการเมือง และความแตกแยกที่ไม่มีทางบรรจบกันได้เหมือนที่ผ่านมา
หลายคนถึงกับพูดว่าอยากให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป แต่ในโลกปัจจุบันคงเป็นไปไม่ได้! ทุกวันนี้เป็นโลกเสรี เรามี คสช.เข้ามาแก้วิกฤติก็ต้องมีวัน ที่กลับคืนระบบการปกครองแบบเสรีให้ประเทศ เพราะถึงอย่างไร ไทยก็ไม่อาจยืนอยู่ได้โดยลำพัง ยังต้องค้าขายและคบค้ากับนานาประเทศเป็นสำคัญ






