ผู้เขียนได้นำเสนอความคิดเห็นเป็นบทความเรื่อง ปฏิรูปการเมืองก่อนปฏิรูปประเทศ*1 ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ
เมื่อวันศุกร์ที่ 17กุมภาพันธ์ 2557 บทความดังกล่าวได้เสนอแนวทางไว้ว่าในการปฏิรูปประเทศนั้นควรต้องจัดลำดับความสำคัญ และเสนอว่าการปฏิรูปที่ต้องดำเนินการก่อนคือภาคการเมืองโดยกำหนดที่มาของอำนาจทางการเมืองและขอบเขตอำนาจทางการเมืองใหม่ และเสนอว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมที่จะทำให้มีการแก้ไขและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขได้ จึงต้องมีการรัฐประหารครั้งใหม่อย่างจำกัดขอบเขตเพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข
ผู้เขียนทำงานในแวดวงที่ใช้เทคโนโลยี พบว่าในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ ผลงานที่ดีและทันสมัยมักมาจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีความคิดที่ก้าวหน้าร่วมกันทำงานในเวลาที่จำกัด ซึ่งจะให้ผลงานที่ดีกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีโดยบริษัทขนาดใหญ่ใช้คนจำนวนมากด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน เช่น การพัฒนาไอโฟน ไอแพดหรือ เฟซบุ๊ค ก็เกิดขึ้นจากการทำงานของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ ร่วมกันสร้างผลงานซึ่งเติบโตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่และประสพความสำเร็จต่อไปหรือในการเล่นกีฬาที่ยาก เช่น กีฬากอล์ฟ คนที่แฮนดิแคปสูงหลายๆ คนก็ไม่สามารถชนะคนที่มีแฮนดิแคปต่ำเพียงคนเดียวได้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการทำงานที่ใช้คนจำนวนมาก เมื่อมีความขัดแย้งในแนวทางที่ต้องเดินไป การตัดสินใจมักตัดสินโดยใช้การลงคะแนนเสียง (Voting) ผลที่เกิดคือแนวคิดที่ดีมีประโยชน์และก้าวหน้า จะแพ้คะแนนเสียงของคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการผลงานคล้ายแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคยและมีคุณภาพดีแค่พอใช้ได้เท่านั้น
การร่างรัฐธรรมนูญในอดีตก็เช่นเดียวกัน คณะร่างรัฐธรรมนูญแต่ละคณะที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นว่ายังคงไม่สามารถสร้างผลงานที่สามารถตอบสนองต่อบริบทที่ถูกต้องของสังคมไทยได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทันในเรื่อง ทุน การเมือง อำนาจ ซึ่งเป็นวงจรเลวร้ายที่ทำร้ายสังคมไทยมายาวนานและทำให้สังคมไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนจนต้องกลับมายังจุดเริ่มต้นใหม่และทำให้เกิดความจำเป็นต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยรัฐประหารทุกครั้ง
ดังนั้น เมื่อเกิดการรัฐประหารในครั้งนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นที่ผู้คนจำนวนมากต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ คสช. ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนเห็นว่าทุกคนคงไม่ต้องการให้สังคมไทยวนกลับไปสู่จุดเดิมอีกในอนาคต ดังนั้น การแก้ปัญหาในครั้งนี้จึงต้องเป็นแนวทางที่สามารถทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน โดยควรเริ่มต้นที่การกำหนดภารกิจหลักภารกิจรองของคสช. ก่อน แนวทางที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสมที่ควรจะดำเนินการมีดังนี้
1) กำหนดภารกิจในการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นภารกิจหลักของ คสช.เช่นเดียวกับภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงต้องมีการกำหนดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม และยุทธวิธีที่จะใช้ให้ชัดเจน
2) คัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้มีความรู้และวิสัยทัศน์ดีเพียงพอที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริงหากจำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อการมีส่วนร่วม ก็ต้องมีการกำหนดทีมงานหลัก (Core Team) ที่เหมาะสมเพื่อเป็นหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้
3) ดำเนินการให้แน่ใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่เป็นการปรับปรุงเฉพาะรูปแบบหรือบทลงโทษแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถตัดวงจร ทุน การเมือง อำนาจ ได้อย่างแท้จริง
ผู้เขียนเห็นว่าการตัดวงจร ทุน การเมือง อำนาจ ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ จึงค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ดร.อมร จันทร์สมบูรณ์ *2 ที่ว่ามีข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพียง 3 มาตรา คือ มาตรา 101(3) บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง มาตรา 106(7) ให้อำนาจพรรคการเมืองทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดได้และมาตรา 171 วรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ที่เป็นฐานให้เกิดวงจร ทุน การเมือง อำนาจ อันเลวร้ายนี้ขึ้นจึงควรกำหนดเป็นเป้าหมายหลักในการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญเพราะหากอยู่ในสภาวะปรกติจะไม่มีทางตัดสามมาตรานี้ออกจากรัฐธรรมนูญได้เลย เนื่องจากกระทบต่ออำนาจการควบคุม ส.ส. ของพรรคการเมืองการมีสามมาตรานี้อยู่ทำให้เจ้าของพรรคการเมืองสามารถบริหารพรรคได้แบบบริหารบริษัททางธุรกิจ สามารถตั้งกรรมการบริษัท และสามารถไล่พนักงานออกหากไม่ทำตามนโยบายบริษัทซึ่งการบริหารพรรคการเมืองแบบนี้มีผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเพราะเจ้าของบริษัทหรือพรรคการเมืองย่อมต้องหาทางบริหารให้ตัวเจ้าของเองได้รับประโยชน์มากที่สุด
ผู้เขียนเห็นแนวทางต่างๆ ที่มีผู้เสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเพิ่มบทลงโทษในด้านต่างๆ หรือเพิ่มอำนาจตรวจสอบให้องค์กรอิสระ เปรียบได้เป็นเพียงการเพิ่มอำนาจในการควบคุมและลงโทษกรรมการและพนักงานบริษัทเป็นหลักไม่กระทบกับเจ้าของบริษัทมากนักแต่หากเอาสามมาตรานี้ออกพรรคการเมืองจะมีอำนาจในการควบคุม ส.ส. น้อยลงการบริหารพรรคจะเปลี่ยนจากการบริหารในรูปแบบบริษัท เป็นการบริหารพรรคในรูปแบบสมาคมที่คนเข้ามาร่วมในพรรคการเมืองเพราะเห็นว่ามีอุดมการณ์หรือเป้าหมายเหมือนกัน จึงน่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะกับการบริหารจัดการพรรคการเมืองที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวมมากกว่าประโยชน์ของเจ้าของพรรค
ผู้เขียนตั้งชื่อบทความนี้ว่า ภารกิจหลัก ภารกิจรอง เพื่อเน้นความสำคัญของการรัฐประหารครั้งนี้ว่า สามารถนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงได้ แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องทำให้ดีกว่าและแตกต่างจากการดำเนินการในหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะพิสูจน์แล้วว่าการทำเฉพาะภารกิจหลักในด้านที่เกี่ยวกับความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ประเทศโดยเฉพาะภาคการเมืองสามารถพัฒนาไปอย่างยั่งยืนได้
*1 http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/thailand_t/20140117/556492/ปฏิรูปการเมืองก่อนปฏิรูปประเทศ.html
*2 http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000056901






