วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลิกประชานิยมไม่ง่าย

งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่ทั่วโลกในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับนโยบาย

ที่เรียกว่า"ประชานิยม" มีทั้งมุมมองด้านบวกและผลกระทบเชิงลบของนโยบายดังกล่าว แต่หากดูปรากฏการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลกในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตยและความชอบธรรมการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราจะเห็นว่าแทบทุกประเทศมีกลิ่นอายของ"ประชานิยม"อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่สหรัฐที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตย ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน หรือที่เรียกว่า "โอบามา แคร์"

ดังนั้น การตัดสินเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมว่า "ดีหรือเลว"นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพียงแต่ว่าเรามองจากจุดไหนของนโยบายเท่านั้นและจะประเมินผลดี-ผลเสียอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่เท่านั้น ซึ่งตัวอย่างของความล้มเหลวที่มักจะหยิบยกกันคือบทเรียนจากประเทศละตินอเมริกา โดยมักจะชี้ให้เห็นความล้มเหลวด้านการพัฒนาทางสังคมและด้านเศรษฐกิจในระยะกลาง ที่ผลกระทบจากนโยบายประชานิยมจะเริ่มปรากฏให้เห็น แต่โดยมากแล้วจะเสนอให้เห็นถึงความเสียหายที่ส่งผลกระทบด้านการเงินการคลังของรัฐ

หากข้อมูลที่กล่าวถึงผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว ถือว่ามีส่วนจริงหากมองในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศของชาติกำลังพัฒนาทั่วโลก เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) หรือ แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่หากพิจารณารายละเอียดในท่าทีขององค์กรเหล่านี้ก็จะเห็นว่าไม่ได้มีใครคัดค้าน"ประชานิยม" เพียงแต่ให้ข้อเสนอแนะว่าอาจสร้างความเสียหาย หากทำกันจนเป็นนิสัยและกระทบต่อฐานะการเงินของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทยนั้น ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ผลทางการเมืองและสังคมของนโยบายประชานิยมที่ผ่านมานั้นยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง เท่ากับผลกระทบทางการเงินของภาครัฐ อาทิ ประชาชนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมคิดอย่างไรต่อนโยบายในลักษณะนี้ และข้อกล่าวหาว่าประชาชนเสพติดความช่วยเหลือจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้นั้นเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งการดำเนินนโยบายประชานิยมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยน่าจะสรุปบทเรียนออกมาให้รอบด้าน

หากจะสรุปบทเรียนนโยบายประชานิยม ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนนั้น ก็อาจกล่าวได้ไม่เต็มปากนักว่ามีแต่ผลเสีย เพียงแต่ในหลักการของความช่วยเหลือประชาชนจากภาครัฐนั้น มีข้อยุติร่วมกันว่าควรให้ความช่วยเหลือกับผู้เสียเปรียบในสังคม หรือผู้มีรายได้น้อย แต่นักการเมืองที่มาจาก"คะแนนเสียงเลือกตั้ง"นั้นมักจะดำเนินนโยบายแบบ"เหมารวม" โดยไม่แยกแยะกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริงนั้น ทำให้ส่งผลกระทบทางการเงินการคลังของประเทศมหาศาล

ขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยกเลิกนโยบายในลักษณะประชานิยมหลายอย่าง โดยเห็นว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศเช่นเดียวกัน แต่ในบางนโยบายก็ยังคงไว้เพราะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนระดับล่าง ซึ่งช่องว่างที่ทำให้นโยบายประชานิยมเกิดขึ้นก็เพราะปัญหาความเป็นธรรมและปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น หากต้องการแก้ปัญหาระยะยาว ต้องทำเรื่องอื่นอีกมาก เพื่อขจัดต้นตอของประชานิยมไม่ให้เจริญงอกงามเหมือนปัจจุบัน